พรุ่งนี้จะดีกว่านี้ไหม และเราจะรับมืออย่างไร เมื่อชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อในโลกที่เรื่องร้ายๆ ยังคงเกิดขึ้นทุกวัน

การมองโลกในแง่ดี ความหวังและพลังใจ จำเป็นเพียงใดสำหรับวันพรุ่งนี้
Dilemma of Optimism in the harsh truth of reality & How thinking positively help up survive? “เดินไม่ไหวแล้ว” “ตายตอนนี้เลยได้ไหม? พร้อมมาก” “เจอกันปีหน้าที่ไทยนะจ้ะ ตอนนี้ขอไปเอนจอยปารีสก่อน” “Good Vibes Only xoxo” เป็นอีกวันธรรมดาวันหนึ่งที่เราไถนิวส์ฟีดและพบกับหลากหลายเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอักษรในพื้นที่ส่วนตัวที่แชร์ร่วมกันบนโลกอออนไลน์ทั้งเรื่องคนที่โชว์ผลงานตลอดปีของตนเองคนอวดแฟนคนโสดพร้อมหว่านเสน่ห์คนโสดสวยๆคนที่โพสเรื่องครอบครัวที่บ้านคนบ่นรัฐบาลคนเตรียมจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศและอีกหลากหลายเรื่องราวที่เสพข้อมูลอัพเดทชีวิตกันไม่ไหวแต่มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ

คนที่มีความสุขก็จะยังคงโพสต์แต่เรื่องที่มีความสุขชีวิตที่ดีการงานที่สดใสส่วนคนที่ดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ก็จะยังคงโพสต์แต่เนื้อหาที่ดูทุกวันอย่างไรๆก็ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเดิม

ก็พอจะเข้าใจได้ที่สภาพสังคมเราทุกวันนี้ไม่เอื้อให้เราได้สุขสุดๆอย่างเต็มที่แบบที่ต้องกำพาราในมือแน่นๆเพื่อเตรียมรับมือกับเรื่องราวชวนหัวจะปวดรายวันแม้กระทั่งตัวเราที่ทำงานท่ามกลางเหล่าบุคคลที่กำลังขับเคลื่อนสังคมในสิ่งที่ตนเอง ‘อิน’สุดๆ อย่างเพื่อนที่รณรงค์เรื่อง Food Waste เพื่อนที่อยากสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อนที่ชอบตระเวนไปตามล่าหาชาเขียว เพื่อนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมแบบออกไปทำดำน้ำกอบกู้ประการังทุกอาทิตย์ เราก็ยังเห็นโพสบ่น หรือแนวประชดประชันออกมาแว้บๆ หรือเห็นเพื่อนหลายๆ คนผันตัวไปเป็นเครื่องด่าให้กับสังคมที่มันดูน่าสิ้นหวัง และดูเหมือนมองไม่ค่อยเห็นอนาคตดีๆ เอาเสียเลย การมีบ้านหลังแรกกลายเป็นความฝันที่ยากยิ่งจะไปถึงสำหรับคนหนุ่มสาวในยุคนี้
เพื่อนที่พอมีศักยภาพก็เริ่มย้ายออกไปอยู่ต่างประเทศกันไปหลายคนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า เพื่อนที่แต่งงานกันไปหลายคู่ บางคนก็ตัดสินใจไม่มีลูก เพราะไม่อยากให้โตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เปิดอ่านข่าวในแถบประเทศเอเชีย อัตราการเกิดก็ลดลงฮวบฮาบอย่างน่าใจหาย เหล่าคนเหงาและโดดเดี่ยว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่พังพินาศและโรคระบาดที่ยังไม่จบสิ้น

สถานการณ์แบบนี้ ใครมันจะอยากเดินต่อไปกัน?

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกคนหนึ่งที่ทำงานด้านการศึกษาและการสื่อสารกับผู้คนมามากกว่าพันคนและมีโอกาสรับฟังหลากหลายเรื่องราวของชีวิตจากเด็กตัวเล็กๆ ที่ยังค้นหาตนเองไม่เจอ ไปจนถึงคนใหญ่คนโตที่เอ่ยชื่อไปใครๆ ก็รู้จัก สิ่งที่เราค้นพบอย่างหนึ่งคือ การเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่าย ทุกคนมีปัญหาที่ต้องฟันฝ่า มีความหนักใจที่ต้องแบกไว้เหมือนๆ กันหมด แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ วิธีการที่เรามองและจัดการกับปัญหานั้น ดูเหมือนจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

และคนที่จัดการได้ดีกว่า ดูเหมือนว่ามักจะเป็นคนที่มีความหวังเสมอ

ความหวังที่เปรียบดั่งไฟที่ปลุกให้พวกเขาเหล่านั้นยังก้าวต่อไป และจัดการกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต เวลาที่มีเหตุการณ์แย่ๆเกิดขึ้นกับตัวเรา เรามีวิธีคิดและมุมมองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร? ลึกซึ้งแค่ไหน? สมมุติว่ามีโปรเจกต์หนึ่งที่เราตั้งใจทำ ขยัน อดนอน ปั่นจนส่งทันเดดไลน์ และได้รับคอมเม้นท์กลับมา แน่นอนว่าผลตอบรับย่อมมีทั้งบวกและลบ สมมุติว่าเราได้รับคำชม 70% แต่มีคำติอีก 30% โดยธรรมชาติของสังคมมนุษย์มักจะโฟกัสไปที่เรื่องลบมากกว่าเสมอ แน่ล่ะ คนเราไม่ค่อยพอใจอะไรง่ายๆ หรอก และมักไม่เห็นคุณค่าเรื่องราวดีๆ สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นคนที่มีมาตรฐานสูงจัดๆ แบบที่ปรารถนาแต่ความสมบูรณ์แบบล่ะก็ หากได้เห็นคำติ หรือวิจารณ์ แม้ว่าใบหน้าจะดูเรียบเฉย ดุจผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชนอย่างไร แต่ในใจอาจรู้สึกราวกับโลกถล่มอยู่ก็ได้ ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็จะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกโฟกัสไปที่ 70% แล้วก็ดีใจที่งานสำเร็จสมควรแก่การไปปาร์ตี้ดาดฟ้ากับกลุ่มเพื่อนสุดเฮฮาเพื่อฉลองไม่รู้เหมือนกันว่างานจะได้รับการแก้ไขต่อไปหรือไม่แต่ถ้าหากเอามาตรวัดความสุขของวันนั้นคนหลังมีความสุขมากกว่าอย่างแน่นอนและอาจจะโดนเม้าท์จากเพื่อนร่วมงานลับหลังว่ายัยนี่ช่างไม่สนใจงานการเอาเสียเลยหรืออะไรก็แล้วแต่

ก็แล้วทำไม คนเราจะมีความสุข และมีความหวังไม่ได้หรือไง?


Optimism & Happiness

การมองโลกในแง่ดี (Optimism) และกระแสสุขนิยม (Hedonism) เริ่มมีมาสักพัก เป็นเหมือนกลุ่มคนผู้สว่างไสวกลุ่มเล็กๆ ท่ามกลามหลุมดำมืดมหึมาของสังคมส่วนใหญ่ และมักจะโดนเหน็บแนมให้แสบๆ คันๆ อยู่เรื่อยว่า วิ่งอยู่แต่ในทุ่งลาเวนเดอร์หรือไง ดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้ ‘น่าหมั่นไส้’ เป็นคำที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นความหมายเชิงลบแต่มีความชื่นชมซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนไปพร้อมๆ กับคำว่าอิจฉา ซึ่งเรามักจะอิจฉาคนที่สูงกว่า ไม่ว่าจะในแง่กายภาพ หรือ อารมณ์ เพราะดูเหมือนว่าเหล่าคนที่มีความสุข และมองโลกในแง่ดี มักจะเป็นพวกอภิสิทธิ์ชนที่ชีวิตสุขสบาย และปลอดภัยดีอยู่แล้ว อาจเป็นลูกคุณหนูจากที่ไหนสักที่ จบดีกรี Ivy League และที่บ้านมีเงินแบบที่ใช้ชาตินี้ก็คงไม่หมด ไม่ต้องมารีบตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปขึ้นรถไฟฟ้าที่แออัดเบียดเสียดและทำงานราวกับถวายชีวิตให้บริษัท เพราะชีวิตต่างกัน มุมมองเลยต่างกัน หากใครเคยดูหนังเรื่อง Parasite หลายๆ คนน่าจะจำฉากฝนตกได้ ครอบครัวหนึ่งมองว่าฝนคือความสดชื่น แต่อีกครอบครัวกลับต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในห้องใต้ดินแคบๆ ไม่ให้น้ำท่วมข้าวของ ใบหน้าบึ้งตึงของคนขับรถที่เสื้อส่งกลิ่นเหม็นอับและใบหน้าชื่นมื่นของคุณนายที่ฉีกยิ้มอย่างอย่างมีความสุขยังคงเป็นซีนที่ตราตรึงใจ

แต่เหล่าคนรวย หรือ Privilege มีความสุขกว่าจริงๆ หรือ?

จากงานวิจัยของ Harvard ที่ทำการศึกษาเหล่ามหาเศรษฐีมากกว่า 4,000 คน พบว่า พวกเขามีความสุขมากกว่าก็จริง แต่ก็เป็นแค่ความสุขที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐาน และความสุขนั้นก็ยังไม่เท่ากันอีก ความสุขของเหล่าคนรวย อาจเป็นความทุกข์ของคนที่รวยเหมือนกัน แต่รวยน้อยกว่า เพราะจากงานวิจัยพบว่า คนที่มีเงินสองล้านเหรียญฯ ไม่ได้มีความสุขเท่าคนที่มีเงิน 10 ล้านเหรียญฯความสุขของมนุษย์ก็ยังคงถูกแบ่งออกเป็นเฉดอาจจะมากกว่านิดหน่อยแต่ไม่ได้ถึงที่สุด

และเมื่อคนรวยถึงจุดหนึ่งแต่ไม่ได้ให้เงินเหล่านั้นออกไป ความสุขนั้นอาจลดลงด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับแกนของ ‘ชีวิตที่มีความหมาย’ นะ เพราะความสุขที่เราคุยกัน ตามหลัก Maslow Hierarchy of Needs มันตอบสนองได้หลักๆ อยู่ที่สองขั้นแรก (Physical Needs & Safety) เท่านั้นแหละ ส่วนที่อยู่ด้านบน เช่น ความรู้สึกมีส่วนร่วม คุณค่าในตนเอง ชีวิตเต็มไปด้วยการตื่นรู้ แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ยกเว้นว่า เราเอาเงินไป ‘ต่อยอด’ ทำอะไรบางอย่างเช่น ช่วยเหลือผู้คน หรือ การได้เงินมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง ที่ทำให้การ ‘มีเงิน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘การมี’ เพียงอย่างเดียว ถ้าตัดเรื่องความรู้สึกปลอดภัยทางกายภาพออกไป แน่นอนล่ะ ก็พวกเขามีบ้าน มีเงิน เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์ทางสังคม

แต่ตราบใดที่พวกเขาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ที่สามารถเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ ความไม่มั่นคงทางใจ ความกังวล ความรู้สึกทั้งเชิงบวกและลบ ก็เป็น Privilege ของมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน

เพราะมีตัวแปรที่สำคัญเข้ามาทำหน้าที่เป็นจุดตัดที่ทำให้ทุกคนเท่ากัน นั่นก็คือ ‘สมอง’ อย่างไรล่ะ สมองที่เราทุกคนมีเหมือนกันนี่แหละ สามารถฉีกค่านิยมของสังคมภายนอกทิ้ง ด้วยการตัดสินจากกระบวนการความคิด และความรู้สึกของเราที่ให้ต่อเหตุการณ์

จะสุขไม่สุข อยู่ตรงนี้ มาตรวัดมันอยู่ตรงนี้ ในหัวของเรานี่

คุณหมอ ซูซูกิ ยูสึเกะ ได้เล่าเคสของคนไข้ไว้ในหนังสือ ‘ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวพอที่จะอยู่อย่างอดทน’ ว่า เหล่าบรรดาคนไข้ของเขาที่ดูเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างเหล่านี้ก็น่าจะมีความสุขดีตาม ‘ฉากหน้า’ ที่ปรากฎ จากการได้รับการศึกษาที่ดี ครอบครัวที่ดี คู่รักที่เพอร์เฟกต์ ถ้าหากพวกเขาเหล่านั้นไม่ตกไปอยู่ในหลุม โรค ‘เรามันไม่ได้เรื่อง’ (Dakara Watashi wa Damenanda) ที่ว่าด้วยการตีความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราไปในทางลบหมดซะก่อนน่ะนะ เพราะถ้าตกลงไปเมื่อไหร่ ต่อให้เข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกที่คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันไว้ หรือประสบความสำเร็จมากมายสักเพียงใด ก็คิดว่าตัวเองไร้ค่าอยู่ดี บางคนอาจจะคุ้นหูกับภาษาอังกฤษมากกว่า ที่เรียกว่าโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter Syndrome) ที่สงสัยตัวเองไปเสียทุกเรื่อง และคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้มามันช่างปลอมเปลือกสิ้นดี

มาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าในความเป็นมนุษย์ที่คิดสะระตะไม่ว่าจะรวยหรือจนก็มีความคิดแย่ๆกับตัวเองได้หมดถ้านับแค่ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในตนเองแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญในการช่วยแปรผลว่ามันจะหล่อหลอมหรือบ่อนทำลายแต่สุดท้ายคนที่เคาะจริงๆว่าจะให้เหตุการณ์นี้ส่งผลอย่างไรต่อเราคือวิธีการที่เรามองโลก

เราจะมองให้มีความหวัง มันก็มี จะมองให้หมดหวัง ก็มองได้เราเลือกที่จะมองแบบไหน?

หากตัดสินใจจะอยู่ท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์ เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี เห็นแต่สิ่งสวยงาม ก็ย่อมได้ เพราะจริงๆ แล้วเราทุกคนต่างมีทุ่งลาเวนเดอร์ของตนเองอยู่ หรือที่เรียกว่า พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) อยู่แล้วสบายใจ ชอบเข้าไปอยู่ในนั้น ทำอะไรก็ได้ วิ่งเล่นได้ทั้งวัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะคิด ในแง่ลบมากแค่ไหนก็ตาม แหม คนเราก็ต้องมีสิ่งที่ชอบทำ ชอบคิดถึงกันบ้างแหละน่า มันอาจจะเป็นเกมส์สุดโปรดที่เราชอบเล่น ซีรี่ย์เรื่องโปรดที่ต่อให้พรุ่งนี้ต้องทำงานตอนเจ็ดโมงเช้าก็ยอมนอนตอนตีสี่เพื่อเอาให้จบ หรืออาจจะเป็นของอร่อยๆ ที่เราแอบทานแม้เทรนเนอร์จะสั่งห้าม

คิดแล้วรู้สึกดี พูดแล้วรู้สึกดี ทำแล้วรู้สึกดี
เราเลยคิด พูด ทำ ในแบบที่ตนชอบ
เติมเต็มความต้องการของเราที่อยากจะมีความสุข


ประเด็นสำคัญคือ สาเหตุที่มาของความรู้สึกดีของเราแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน การมองเห็นสิ่งสวยงามของเราต่างกัน ทุ่งลาเวนเดอร์ของแต่ละคนก็กว้างใหญ่ ไม่เท่ากัน ความถี่ในการเดินอาจช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนล้วนมีทุ่งลาเวนเดอร์ของตนเองอยู่ทั้งสิ้น 

สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจมากกว่าไม่ใช่การไปหมั่นไส้หรือไปยุ่มย่ามกับสวนลาเวนเดอร์ของชาวบ้านและตัดสินว่าสวนของเขามันช่างเพ้อฝันแต่เป็นการกลับมาปลูกสวนลาเวนเดอร์ของเราต่างหากว่าเราดูแลมันดีพอหรือยังเพื่อที่ว่าหากวันไหนเราเกิดรู้สึกเหนื่อยใจที่พองฟูมันแห้งเหี่ยวเรารู้ไหมว่าสวนพักใจของเราอยู่ตรงไหนและดอกไม้ดอกไหนที่เราดมแล้วชื่นใจและเราต้องนั่งพักอยู่ในสวนนั้นนานเท่าไหร่ถึงจะพอ

Optimism VS Realism?

แน่นอนว่า เราคงอยู่ทุ่งลาเวนเดอร์ไปตลอดไม่ได้ ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อ เรื่องร้ายๆ ก็ยังคงอยู่ การมองโลกในแง่ดี จึงไม่ใช่การละทิ้งความเป็นจริงแล้วไปอยู่กับความฝัน มองข้าม หรือ ประเมินผลกระทบของเหตุการณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นต่ำเกินไป และเข้าข้างตนเองว่าชีวิตฉันมันเริ่ด สะบัดบ๊อบใส่คนทั้งโลกและคิดว่าจะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น เท่านั้น ซึ่งเราเรียกการมองโลกในแง่ดีแบบนี้ว่า Optimistic Bias การอยู่ในวิธีคิดแบบนี้ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นเชิงพฤติกรรมอาจจะเป็น เด็กที่มั่นใจเกินเบอร์ว่าจะไม่อ่านหนังสือแต่ได้คะแนนเต็มชัวร์ เอาตัวเองไปอยู่ที่ที่เสี่ยงและไม่ระมัดระวังตนเองให้ดี หรือเพิ่งออกจากงานและใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ได้งาน เดี๋ยวเงินก็เข้ามาอีก (จากไหนไม่รู้) การมองโลกในแง่ดีแบบ Unrealistic นี้ไม่นำพามาซึ่งประโยชน์ และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายในอนาคต ซึ่งนักจิตวิทยาแนะนำว่า การมองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง (Realistic Optimism) โดยพุ่งความสนใจและความพยายามเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่อยากได้จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์มากกว่าให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงและคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีในอนาคตเพราะความหวังจะทำให้เราเดินต่อไปได้และสร้างสิ่งต่างๆได้ตราบเท่าที่เรายังอยากสร้างอยู่

เพราะการสร้างสิ่งต่างๆ ต้องใช้ทั้งความหวัง และ พลังใจ


Story by NAPATROSTORN TANATHANYATORANUN

TAG

Related Stories

สถานที่พักที่คุ้นเคยสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย
ความงดงามอันเป็นตำนานแห่งอ่าววิคตอเรีย
ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45
จับตาดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการเพลงเกาหลีใต้
ตอกย้ำสมาร์ตโฟนถ่ายคนอย่างโปร พร้อมมอบความแตกต่างที่ลงตัว

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

สถานที่พักที่คุ้นเคยสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย
ความงดงามอันเป็นตำนานแห่งอ่าววิคตอเรีย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว