วิวหอไอเฟลในเดือนที่ท้องฟ้าของปารีสเป็นสีชมพู ทำให้เราตกหลุมรักที่นี่อีกครั้ง

Paris Je t'aime
ปารีสคือเมืองที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ลองนึกถึงดอกไม้ที่ผลิบานล้อแสงแดดอ่อนๆ โดยมีหอไอเฟลเป็นฉากหลัง หรือไม่ก็เสียงแอคคอร์เดียนที่ขับกล่อมขณะเราเดินอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำแซนน์ (Seine) มันสร้างบรรยากาศให้ปารีสกลายเป็นเมืองแห่งความรัก จนคู่รักหลายคู่เดินทางมาที่นี่เพื่อขอแต่งงานบ้าง เดทบ้าง หรือไม่ก็เพียงใช้เวลาพิเศษร่วมกัน
เราจะพาคุณผู้อ่านบินไปยังกรุงปารีส เพื่อสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกผ่านกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆ ที่เหมาะกับเดือนแห่งความรัก โดยเราเลือกโดยสารสายการบินเอทิฮัด (Etihad) ชั้นธุรกิจ ซึ่งช่วยให้การเดินทางในไฟลท์ยาวมีความสะดวกสบายขึ้น เริ่มตั้งแต่การเช็คอินที่มีเคาน์เตอร์สำหรับชั้นธุรกิจโดยเฉพาะ บัตร Premium Lane ช่วยลดขั้นตอนการตรวจกระเป๋าและ Immigration ก่อนจะเข้าไปยังเลานจ์ ทานของว่างและนั่งรอขึ้นเครื่องแบบเป็นส่วนตัว
บรรยากาศในชั้นธุรกิจบนเครื่องบินค่อนข้างกว้างขวางและสะดวกสบาย ที่นั่งมีทั้งแบบเป็นคู่ เหมาะสำหรับคนที่เดินทางมาด้วยกัน ส่วนที่นั่งเดี่ยวจะจัดวางแบบหันสลับสับหว่างกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้มากขึ้น เราได้นั่งแบบหันไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการแล่นของเครื่องบินแต่ไม่รู้สึกเวียนหัวเลย หรือบางทีอาจเป็นเพราะเราเอนจอยกับอาหารอร่อยๆ ที่เสิร์ฟบนเครื่องกับเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ บนจอก็เป็นได้ ที่สำคัญเบาะที่นั่งยังสามารถปรับระดับความนุ่มได้ตามความชอบ และเมื่ออยากจะหลับพักผ่อนก็ปรับเอนราบแบบ 180 องศาลงไปเลย เราแวะต่อเครื่องที่เมืองอาบูดาบีแล้วก็มาถึงสนามบินชาร์ลส์ เดอ โกลส์ ที่ปารีส และเพื่อให้ทริปนี้เปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกสุดๆ เราจึงเลือกมาพักที่ เลอ บริสโตล ปารีส (Le Bristol Paris) บนถนนโฟบูร์ก แซงโตโนเร่ (Faubourg-Saint-Honoré) ใจกลางกรุงปารีส ไม่ไกลจากถนนชอมป์ เซลิเซ่ (Avenue des Champs-Élysées) และประตูชัย (L’Arc de Triomphe) อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง
โรงแรมนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และผ่านเหตุการณ์สำคัญมามากมายโดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้เป็นเรสซิเดนซ์อย่างเป็นทางการสำหรับชาวอเมริกันที่อยู่ในปารีสตามข้อตกลงของสถานทูตอเมริกันซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ก่อนจะมีการรีโนเวทในปี 2007 ให้ดูโมเดิร์นขึ้นแต่ยังคงกลิ่นอายแบบพาเลซเก่าเอาไว้ ผ่านการตกแต่งด้วยแชนเดอร์เลียร์อันหรูหราและเฟอร์นิเจอร์สไตล์พระเจ้าหลุยส์ที่ 15-16 โดยในปี 2011 เลอ บริสโตล เป็นโรงแรมห้าดาวแห่งแรกที่กระทรวงการท่องเที่ยวแห่งฝรั่งเศสจัดให้เป็นโรงแรมระดับ ‘Palace’
เมื่อเปิดประตูเข้าไปยังห้องนอน บนจอทีวีจะมีข้อความต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมระบุชื่อและนามสกุลของเรา นอกจากลายผ้าปูที่นอนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ เชื่อมโยงกับช่อดอกไม้ที่ประดับประดาอยู่ในห้องนอน ก็ยังมีความพิเศษที่ห้อง Terrace Suites ที่มาพร้อมรูฟท็อปการ์เดน เปิดประตูออกไปจะได้กลิ่นของลาเวนเดอร์ กุหลาบ และโรสแมรี่ แต่ถ้าใครอยากได้ความโรแมนติกกว่านั้น ห้อง Panoramic Suite คือห้องที่เคยปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Midnight in Paris ให้เราได้สัมผัสความโรแมนติกใต้ท้องฟ้าปารีสได้อย่างจุใจ ส่วนห้อง Honeymoon Suite นั้นสามารถมองเห็นวิวหอไอเฟลจากห้องนอนได้แบบ 180 องศา และที่พิเศษสุดๆ ก็คือ Imperial Suite ห้องสวีทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเลอ บริสโตล มาพร้อมวิวสวนสไตล์ฝรั่งเศสของโรงแรม ราวกับว่าดอกไม้ทั้งสวนกำลังผลิบานเพื่อช่วงเวลาอันโรแมนติกของเรา
หากอยากออกไปสำรวจเมืองปารีส โรงแรมอยู่ใกล้สถานที่สำคัญหลายแห่งซึ่งเดินทางไปได้สะดวก ใครที่เข้าไปเสพงานอาร์ตในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musee de Louvre) สามารถแวะไปเดินเล่นที่สวน Jardin du Palais-Royal ได้ด้วย หรืออีกแห่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกัน นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Saint-Germain-des-Prés ก็จะพบกับสวน Jardin du Luxembourg ที่มีลานน้ำพุใหญ่กลางสวน
            แต่ในเรื่องของมื้อเดทอันเป็นส่วนสำคัญของทริปสุดโรแมนติกครั้งนี้ เราคิดว่าไม่มีที่ไหนจะเหมาะสมไปกว่าร้านอาหารของเลอ บริสโตลเอง นั่นก็คือ 114 Faubourg brasserie ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ซึ่งมีเมนูไฮไลท์อย่าง Duck pâté en croute พายเนื้อเป็ดทานคู่กับผัก, ซุปอาร์ติโช้กทานกับฟัวส์กราส์และแบล็กทรัฟเฟิล หรือจะเป็นบีฟทาร์ทาร์ราดซอสครีมหอยนางรมและยูซุ ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานที่เติมเต็มให้มื้อนี้หวานขึ้นไปอีกด้วยวานิลลาบูร์บงมีย์เฟยราดเนยคาราเมล
แน่นอนว่าห้องอาหารของเลอ บริสโตลก็โด่งดังเรื่องไวน์ด้วย เราสามารถจิบไวน์พร้อมมื้ออาหารที่ 114 Faubourg หรือจะไปนั่งรีแล็กซ์ที่ Le Bar du Bristol เขาก็มีเครื่องดื่มอีกหลากหลายรอให้บริการ นอกจากไวน์ก็ยังมีซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่จัดเตรียมโดย Palace’s bartenders ทำให้ค็อกเทลแต่ละแก้วผสมผสานรสชาติขึ้นจากความใส่ใจและแพสชั่นที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
ความโรแมนติกของปารีสไม่ได้อยู่แค่ที่หอไอเฟลเท่านั้น แต่เป็นความละเมียดละไมที่สอดแทรกอยู่ในทุกรายละเอียดของเมืองนี้ต่างหาก ตั้งแต่อาหารที่เชฟบรรจงสร้างสรรค์ ลวดลายบนจานที่สวยงามราวกับงานฝีมือชั้นยอด ดอกไม้ในสวนที่แข่งกันบานสะพรั่ง งานศิลปะบนเพนต์ติ้งและสคัลป์เจอร์ของศิลปินระดับโลก ไปจนถึงเสียงดนตรีที่ขับกล่อมผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ในโรงโอเปราขนาดใหญ่หรือแม้แต่บนท้องถนน นี่คือเหตุผลที่เรามองว่าปารีสเป็นเมืองแห่งความรัก

TAG

Related Stories

ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45
จับตาดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการเพลงเกาหลีใต้
ตอกย้ำสมาร์ตโฟนถ่ายคนอย่างโปร พร้อมมอบความแตกต่างที่ลงตัว
การอบรมสุด Exclusive ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นปีที่ 20 แล้ว
ซีรี่ส์แอ็คชั่นผสมความโรแมนติกที่สตรีมรวดเดียวครบ 8 ตอนแล้ววันนี้

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว