บทสัมภาษณ์จากนักแสดงนำและทีมผู้สร้าง Mr. & Mrs. Smith เวอร์ชั่นใหม่ทาง Prime Video

ซีรี่ส์แอ็คชั่นผสมความโรแมนติกที่สตรีมรวดเดียวครบ 8 ตอนแล้ววันนี้

กระแสดีเกินคาดสำหรับซีรี่ส์โรแมนติกแอ็คชั่น Mr. & Mrs. Smith ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหญิงแปลกหน้าสองคนซึ่งทำงานให้กับหน่วยงานสายลับอันลึกลับ งานที่มอบชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง การเดินทางรอบโลก และบ้านในฝันที่แมนฮัตตันให้พวกเขา ภายใต้ตัวตนใหม่ในฐานะคู่แต่งงานในชื่อ  Mr. John รับบทโดย Donald Glover และ Mrs. Jane Smith รับบทโดย Maya Erskine ในขณะที่จอห์นและเจนต้องปฏิบัติภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง สถานการณ์ระหว่างเขาและเธอก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาเกิดมีใจให้กันจริง งานนี้ระหว่างภารกิจกับการแต่งงาน? ซึ่งใน Mr. & Mrs. Smith เวอร์ชั่นภาพยนตร์ (นำแสดงโดย Brad Pitt) ตัวละครจะไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างเป็นสายลับ พวกเขาตกหลุมรักกันและแต่งงานกัน โดยที่เป็นสายลับคนละฝั่ง แต่สำหรับซีรีส์ Mr. & Mrs. Smith พวกเขาเป็นสายลับที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน และต้องมาทำภารกิจร่วมกัน โดยที่เสแสร้งเป็นคู่แต่งงานกัน เลยกลายเป็นความสัมพันธ์จริงๆ ความสัมพันธ์ของคนธรรมดาทั่วไปที่ดูห่างไกลคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ไม่ใช่สองคนที่สวยหล่อที่สุดในโลก แต่กลับกลายเป็นคนเหงาสองคน เป็นไก่รองบ่อนสองคนที่ต้องการชีวิตที่ดีกว่าที่พวกเขามีในปัจจุบัน เป็นเวอร์ชั่นที่ Mr. John & Mrs. Jane Smith อาจจะเป็นใครก็ได้บนโลกนี้ เมื่อซีรี่ส์ได้เผยแพร่ใน Prime Video ก็มีเสียงตอบรับมากมายเกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเซอร์ไพรส์และเป็นไปในแง่บวก เราจึงถือโอกาสนี้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนักแสดงนำทั้งสองที่กล่าวถึงการร่วมงานกันในเรื่องนี้

Donald Glover ครีเอเตอร์และนักแสดงนำผู้รับบท John Smith 


Prime Video : อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณอยากนำ Mr. & Mrs. Smith กลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง?
Donald Glover : เอ่อ เงินเยอะน่ะครับ ล้อเล่นนะ ผมตัดสินใจทำโปรเจ็กต์นี้เพราะผมเคยดู Mr. & Mrs. Smith เวอร์ชั่นหนังแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่เห็นเข้าใจเลย” แล้วน้องชายผมก็พูดว่า “มันก็เป็นหนังคู่รักดีๆเรื่องนึงนี่แหละ” แล้วผมก็เลยตั้งคำถามว่า “งั้นหนังแบบไหนนะที่เราต้องการตอนนี้ ประเด็นแบบไหนที่เราอยากจะทำตอนนี้?” ผมแค่อยากให้มันเป็นเรื่องที่พูดถึงความสัมพันธ์และการแต่งงานมากกว่านี้ เพราะผมรู้สึกว่ามีเพื่อนๆ ผมหลายคนมากที่ตั้งคำถามว่า “คนเราจะแต่งงานกันไปทำไม?” ผมก็เลยคิดว่า “เราน่าจะลองหาคำตอบเรื่องนั้นดู” ว่าทำไมคนเราถึงแต่งงาน ทำไมคนเราถึงต้องอยู่เป็นคู่ ก็เพราะว่าการทำอะไรคนเดียวมันยากกว่าอย่างไรล่ะ


PV : ชีวิตจริงของคุณมีส่วนในการตัดสินใจสร้างซีรีส์เรื่องนี้ไหม?
DG : มีส่วนครับ แน่นอน ผมแค่ไม่รู้สึกว่าการมีคู่ชีวิตมันเป็นเรื่องน่าดึงดูดเท่าไรแล้ว ผมว่าคนจำนวนมากไม่อยากจะจัดการกับเรื่องนี้ เพราะมันต้องลงแรงมากกว่าการนั่งปัดขวาบนแอปหาคู่น่ะ คุณนึกออกไหม โลกวันนี้ทำให้คุณมองเห็นตัวเลือกที่ดีกว่าเสมอ แต่การไม่มีตัวเลือกนี่แหละมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณได้สานสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม ซึ่งผมคิดว่าคนจำนวนมากในยุคนี้พลาดมันไป ดังนั้นผมก็เลยอยากจะหาคำตอบและพูดถึงประเด็นนี้ในซีรีส์ เพราะผมคิดว่ามันก็น่าจะเป็นซีรีส์ที่ดี


PV : อะไรในแนวคิดเรื่องการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่ทำให้คุณสนใจ?
DG : ผมรู้สึกว่าการบังคับแต่งงาน มันคือการทำให้คนไม่มีโอกาสหนี และทำให้รู้สึกว่าเดิมพันมันสูงขึ้น มันก็คล้ายๆ กับการที่เซ็กส์มันมักจะดีกว่าตอนที่คุณรู้สึกแย่ ตอนที่คุณรู้สึกว่าคุณกำลังทำอะไรไม่ดี แบบนิดหน่อยน่ะ คุณนึกออกไหม…ตอนที่ผมเด็กกว่านี้ผมเคยรู้สึกว่า “มันบ้ามาก” ผมคิดว่าการแต่งงานในยุคนี้มันกำลังเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือถ้าชีวิตคู่มันไปด้วยกันไม่ได้ คนก็ไม่ได้มองว่าเป็นความผิดพลาดอีกแล้ว แต่ผมคิดว่าการที่คุณคิดว่า “คุณก็ผิดพลาดนะ แล้วคุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง” มันก็สำคัญเหมือนกัน ผมว่าคำถามพวกนี้เป็นคำถามที่มันง่ายมากเลยที่คุณจะยอมแพ้และเลิกหาคำตอบจากความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน มีวิธีหลีกหนีเต็มไปหมด ผมรู้สึกว่ามันคงจะน่าสนใจกว่ามากๆ ถ้าเราจับคนสองคนมายัดไว้ด้วยกันแล้วบอกว่า “แกหนีไปไหนไม่ได้หรอก” แล้วจากนั้นคุณก็เริ่มสร้างสิ่งใหม่ที่สวยงามขึ้นมา


PV : มีฉากหนึ่งที่จอห์นและเจนไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเก๋พอที่จะออกไปเที่ยวกับคู่รักสุดชิคอีกคู่หรือเปล่า อยากให้คุณพูดถึงฉากนั้น และเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นฉากที่คนดูจะรู้สึกเข้าถึงได้?
DG : สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์มีอยู่จริงคือการที่คนเราต้องการใครบางคนมาเป็นเพื่อนร่วมทีม นั่นคือเหตุผลว่าทำไมประโยคนี้มันถึงจริง มันเป็นเรื่องเล็กมากแต่ผมรู้สึกว่าประโยคนี้มันจริง…ผมหมายถึงว่า คุณจะถามเรื่องแบบนี้กับใครได้อีกล่ะ ถ้าคุณอยากถามว่า “เมื่อคืนผมเมามากไปไหม? ผมน่ารำคาญไหม?” คุณจำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทีมที่จะบอกคุณว่า “ใช่ น่ารำคาญนิดหน่อย แต่ก็ไม่แย่มากนะ เมื่อคืนคุณตลกมาก” หรือแบบ “ใช่ ฉันมองอยู่ แต่คุณรู้ไหมว่าคนอื่นดูจะชอบนะ” คุณนึกออกไหม ใครบางคนที่จะบอกความจริงกับคุณน่ะ แล้วยิ่งพอเป็นสายลับ ผมว่าเรื่องมันยิ่งตลกขึ้นไปอีกเพราะว่าคุณต้องโกหกเพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการ


PV : คุณพอจะเล่าได้ไหมว่าจอห์นเป็นคนแบบไหน?
DG : จอห์นเป็นลูกทหาร ผมคิดว่าคุณน่าจะเรียกเขาแบบนั้น พ่อของเราเคยทำงานในกองทัพ ผมคิดว่าเขามีทักษะร่างกายที่ดี ชอบทำงานที่ใช้ร่างกาย ชอบเล่นโยคะ และผมคิดว่าเขาตื่นเต้นที่จะได้เป็นสายลับ เขามีภาพของสายลับอยู่ในหัว เขาหวังว่าจะได้ลอดผ่านเลเซอร์สีแดงเยอะๆ แบบ Thomas Crown Affair แล้วก็ทำอะไรมันส์ๆ พวกนั้นน่ะ ผมคิดว่าเขาอยากจะเป็นสายลับมากๆ 
แต่พอเราได้เห็นเขา เขาคือคนที่แทบไม่รู้อะไรเลย เอาจริงๆ ผมคิดว่าทั้งจอห์นและเจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาตกลงรับงานแบบไหน แต่ผมคิดว่าเขาอยากมีครอบครัวจริงๆ พวกเขาทั้งคู่เป็นคนเหงาในระดับหนึ่งเลย เพราะโลกข้างนอกมันเหงา ซีรีส์เรื่องนี้เราเขียนบทในช่วงที่เกิดโรคระบาด ดังนั้นหลายอย่างในเรื่องก็เลยพูดถึงอารมณ์ความรู้สึกของการติดอยู่ในบ้าน และการตั้งคำถามว่า “คุณมีความสุขกับการตัดสินใจของตัวเองไหม” ดังนั้นผมคิดว่าเขาคือคนเหงาที่ติดอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ได้เข้ากันได้ขนาดนั้นในตอนแรก แต่ผมคิดว่าทุกคนที่เคยมีลูกก็เป็นแบบนั้นแหละ ผมว่า 80-90% น่าจะรู้สึกว่า “ฉันไม่แน่ใจเลย” แล้วหลังจากนั้นถึงค่อยๆ จับทางได้ในระหว่างนั้น


PV : จอห์นกับเจนต่างกันอย่างไรบ้าง?
DG : จอห์นอยากจะเป็นฮีโร่มากๆ ครับ เขาชอบที่จะเป็นแบบซูเปอร์ฮีโร่ เพราะว่าเขาน่าจะเคยเห็นพ่อของตัวเองในมุมนั้นมาบ้าง แต่ผมก็คิดว่าเขาชอบการมีแบบแผนนะ เขาเป็นคนมีระเบียบแบบแผน ในระดับหนึ่งเขาคือเวอร์ชั่นใหม่ของคนที่ชอบบอกว่า “ผมชอบคำสั่ง”  การมีระเบียบแบบแผนเป็นเรื่องดี ผมชอบอะไรที่ทำซ้ำๆ ผมชอบให้อะไรๆ มันง่ายๆ แล้วคุณก็จะได้ยึดมันเป็นหลัก นึกออกไหมครับ ผมว่านั่นเป็นวิธีที่เขาจัดการกับความเหงาของตัวเอง ด้วยการยึดอยู่กับความเรียบง่ายของบางสิ่ง แต่ผมคิดว่าเจนไม่ใช่แบบนั้น เธอเป็นคนที่จะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเธอได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ส่วนจอห์นก็อยากจะเป็นฮีโร่มากๆ
ในความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกับแม่ เขาคือผู้ทำตามกฎ แต่คุณจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวของตัวเอง นั่นคือกฎข้อที่หนึ่ง ในโลกของจอห์นมีหลายสิ่งที่สำคัญกว่าเงินหรืองานมาก ซึ่งทำให้เขาเป็นคนดี แต่อาจจะไม่ใช่สายลับที่เก่ง นั่นคือเหตุผลที่เขาใกล้ชิดกับแม่ เพราะเธอไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง


PV : การที่ทีมเขียนบทของ Mr. & Mrs. Smith ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่งผลดีกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
DG : ทีมเขียนบทของเรามีผู้ชายแค่สองคน คือผมกับน้องชาย ตอนนั้นผมมีงานอีกชิ้นที่กำลังทำอยู่ น้องชายผมก็ทำงานนั้นด้วยเหมือนกัน เราทำสองงานสลับกันไปมา ดังนั้นการเขียนบทแต่ละตอนและงานหนักๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเขียนหญิงที่รับเละทั้งหมดเลยครับ มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผมมากเพราะมีหลายส่วนในซีรีส์ที่มาจากมุมมองของผู้หญิงซึ่งปกติแล้วผมคงไม่ได้สังเกตเห็น เช่น เส้นเรื่องที่พูดถึงเพื่อนบ้านที่สุดฮอต ความน่าสนใจมันไม่จำเป็นต้องมาจากเรื่องของรูปลักษ์อย่างเดียวนะครับ แต่ยังมาจากการเรื่องของปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งผมคิดว่าผมคงจะเขียนอะไรแบบนั้นออกมาเองไม่ได้แน่ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่เรามีทีมเขียนบทที่เป็นผู้หญิงเท่านั้นเลยครับ


PV : คุณคิดว่าซีรีส์ของคุณเรื่องนี้จะได้รับเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง?
DG : ผมเชื่อมาตลอดว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไร ทำเพื่อใครก็ตาม คุณต้องชอบมันก่อน แค่นั้นก็พอแล้ว ส่วนใหญ่แล้วคุณก็แค่ทำเพื่อความชอบของตัวเอง แล้วก็หวังว่าคนอื่นที่เหมือนคุณจะชอบมันเหมือนกัน ผมรู้ว่ามันเป็นซีรีส์ที่ตลก แล้วก็มีความเข้มข้นด้วย ถ้าจะพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นซีรีส์โรแมนติกก็น่าจะได้ แต่มันก็มีเรื่องของความตึงเครียดในความสัมพันธ์เยอะด้วยเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องของมุมมองแบบผู้หญิง ซึ่งดีมากจริงๆ ครับ ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่าผู้ชมกลุ่มไหนบ้างที่จะชอบซีรีส์เรื่องนี้ ผมพยายามจะไม่คิดถึงมันมากนักเพราะผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้นถ้ามองในภาพใหญ่ แต่มันเป็นซีรีส์ที่น่าติดตามเพราะว่านี่คือผลงานจากทีมนักเขียนหญิงล้วนๆ แถมยังมีฉากแอ็กชั่นที่ผมคิดว่าสนุกใช้ได้เลย แต่จริงๆ แล้วมันพูดถึงเรื่องของความสัมพันธ์ด้วย ผมตื่นเต้นมากครับที่จะได้เห็นว่าผู้ชมตีความซีรีส์เรื่องนี้ออกมาอย่างไรบ้าง

สัมภาษณ์ Maya Erskine นักแสดงนำผู้รับบท Jane Smith 

Prime Video : ถ้าต้องพูดถึงเจน คุณจะพูดถึงเธอว่าเป็นคนแบบไหน?Maya Erskine : เจนมาจากครอบครัวที่แตกแยก ภูมิหลังที่แตกสลาย และไม่ค่อยไว้ใจโลกเท่าไรนัก เธอคือคนที่ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ แต่ดันต้องมาเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อใจล้วนๆ มันเป็นสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้และเผยมันออกมา เธอต้องยอมเผยด้านที่เปราะบาง และเรียนรู้ที่จะพึ่งพาอีกใครอีกคนซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ฉันคิดว่าเธอทำได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว และการได้เห็นเธอเปิดตัวเองแบบนั้นก็น่าติดตามมาก เจนเคยอยากทำงานในซีไอเอมากๆ แต่ก็ทำไม่ได้ ฉันไม่แน่ใจว่าฉันพูดได้หรือเปล่า เธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับจอห์น เธอไม่ได้เข้าทำงานที่นั่นเพราะว่าเธอไม่ผ่านการทดสอบด้านจิตใจ ฉันคิดว่าเธอเหมือนจะพูดถึงเรื่องนี้ตอนที่ฉีดยาเค้นความจริงนะ การที่ไม่ได้เข้าทำงานที่ซีไอเอเป็นเรื่องที่เธอรู้สึกอาย งานสายลับที่กำลังทำอยู่เป็นของอีกหน่วยงานหนึ่ง และเธอก็อยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ ประสบความสำเร็จ หาเงินให้มากพอ แล้วก็ไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในปารีส ซื้องานศิลปะจำนวนหนึ่ง แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่กับแมว นั่นคือเป้าหมายชีวิตของเธอ นั่นคือความสำเร็จในชีวิตในความคิดของเธอ เธอไม่ได้อยากให้ชีวิตต้องวุ่นวายจากการไปตกหลุมรักใคร

PV : ช่วยเล่าเรื่องหน่วยงานที่ว่าจ้างจอห์นกับเจนให้เราฟังหน่อยได้ไหม?ME : มันเป็นบริษัทที่เราสองคนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่จะมีข้อความส่งมาทางคอมพิวเตอร์เพื่อสั่งการให้ไปทำภารกิจ แล้วคุณก็กลายเป็นสามีภรรยากัน คุณต้องแสร้งเป็นคู่แต่งงานในขณะที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ไปด้วย มีตั้งแต่ภารกิจเล็กๆ อย่างการเอาพัสดุไปส่งตามที่อยู่ ไปจนถึงการฆ่าคน 5 คนโดยที่ไม่รู้เลยว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สะกิดใจเจนมาก เพราะเธออยากจะรู้ว่าจุดประสงค์ของภารกิจเหล่านี้คืออะไร แต่มันเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รู้เลย

PV : อะไรคือความแตกต่างระหว่าง Mr. & Mrs. Smith เวอร์ชั่นนี้กับเวอร์ชั่นต้นฉบับ?ME : ในเวอร์ชั่นหนัง พวกเขาสองคนเจอกันโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสายลับเหมือนกัน แต่ในเวอร์ชั่นนี้พวกเขารู้ตัวดีว่ากำลังทำข้อตกลงเป็นคู่ชีวิตและทำภารกิจร่วมกัน แต่การที่ต้องแสร้งว่าเป็นคู่รักมันก็เหมือนกับการถูกคลุมถุงชนนั่นแหละ คุณได้เจออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก แล้วก็ต้องเข้าไปอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ต้องเรียนรู้กิจวัตรเล็กๆ ของอีกฝ่าย ทั้งสิ่งที่อาจจะทำให้คุณรำคาญ และสิ่งที่คุณอาจจะชอบ ดังนั้นพวกเขาเลยเริ่มต้นความสัมพันธ์นี้ด้วยการตกลงกันว่าเราจะไม่สานสัมพันธ์กันแบบคนรัก นี่เป็นเรื่องของการทำงานและมันจะจบลงแค่นั้น และเราต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจกันและกัน.

PV : แต่ความรักก็ตามมาจนได้?ME : แน่นอนค่ะ พอพวกเขารู้จักกันมากขึ้นและเริ่มรู้สึกดีต่อกัน เรื่องราวก็เริ่มจะซับซ้อนขึ้น พวกเขาตกหลุมรักกันจริงๆ จากนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์จริงๆ ที่ฉันคิดว่าคนดูส่วนใหญ่จะรู้สึกอินตาม เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีเดิมพันสูงมากอย่างเรื่องความเป็นความตาย เช่นมันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ อย่างการเถียงกันเรื่องยกฝาชักโครกขึ้นเวลาทำธุระ แต่ถ้าไม่ทำ คุณอาจจะโดนยิงจากหน้าต่างได้อะไรแบบนั้น มันเป็นเนื้อเรื่องแบบที่โดนัลด์ตั้งชื่อเรียกว่า “spy sandwich” ซึ่งหมายถึงเรื่องของความสัมพันธ์ที่ถูกจับไปอยู่ในบริบทของสายลับน่ะค่ะ

PV : อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตกลงแสดงในซีรีส์เรื่องนี้?ME : ชีวิตฉันตอนนี้อยู่ในจุดที่ หลังจากมีลูกแล้วฉันก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ดีจริงๆ แบบปฏิเสธไม่ได้ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ ตอนที่เขาโทรมา ฉันคิดว่าฉันจะได้รับบทเป็นใครซักคนที่อยู่บนถนน แล้วก็ตายในตอนไหนซักตอนของซีรีส์ ฉันไม่รู้เลยจริงๆ ตอนนั้นฉันแค่คิดว่า “ได้ ขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานซักชิ้นที่พวกคุณกำลังจะทำ ยังไงฉันก็จะตกลงทำแน่ๆ” ดังนั้นการที่ฉันได้เป็นมิสซิสสมิธมันเลยเป็นเรื่องที่บ้ามาก ฉันชื่นชมและนับถือพวกเขามานานมากๆ อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ การได้เจอเหล่าฮีโร่ของฉัน แถมพวกเขายังเป็นคนดีมากๆ และทำงานด้วยแล้วสนุกสุดๆ มันคือความฝันเลยค่ะ

PV : คุณเตรียมตัวสำหรับฉากบู๊ รวมถึงฉากขับรถไล่ล่ายังไงบ้าง?ME : ตอนที่ฉันได้รับการติดต่อมารับบทนี้ ฉันเพิ่งจะคลอดลูกไปหมาดๆ ดังนั้นก็เลยมีการคุยกันแบบจริงจังว่า “คุณแน่ใจใช่ไหมว่าอยากจะรับงานนี้ คุณแน่ใจไหมว่าพร้อมจะรับงาน” ฉันตอบว่า “แน่ใจสิ มีอะไรต้องห่วงด้วยเหรอ” แล้วหลังจากนั้นฉันถึงนึกได้ว่า “อ้อใช่ ฉันต้องลดหุ่นแบบเร่งด่วนเลยนี่” เราก็เลยทำงานร่วมกับเทรนเนอร์คนเดียวกันและออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4-5 วัน ฉันเริ่มปั้นกล้ามขึ้นมาได้บ้าง แล้วเราก็ได้ทำงานกับทีมสตั๊นท์ที่สุดยอดมาก พวกเขาสอนเราประมาณ 6-8 ครั้ง และเราก็ต้องฝึกท่าทางการต่อสู้แบบเร่งรัด แต่จริงๆ แล้วในซีรีส์ก็ไม่ได้มีคิวแอ็กชั่นที่ซับซ้อนมากเท่าไร ยกเว้นตอนสุดท้าย เราฝึกท่าต่อสู้พวกนั้นระหว่างถ่ายทำฉากอื่นๆ แต่ฉันชอบมันมากเลยนะ นั่นน่าจะเป็นตอนที่ฉันชอบที่สุดเลยเพราะในบรรดาฉากต่อสู้ทั้งหมด มีอยู่ตอนหนึ่งที่โดนัลด์กับฉันต้องสู้กันเอง มันเป็นฉากในห้องสมุด และต้องถ่ายแบบช็อตเดียว ดังนั้นเราจะตัดต่อท่าต่อยหรือมุมกล้องอะไรเข้าไปไม่ได้เลย คือเราต้องแสดงให้เป๊ะทุกอย่าง มันก็เลยสนุกมากๆ

PV : แล้วการที่ต้องใช้ปืนและอาวุธต่างๆ ในเรื่องล่ะ เป็นยังไงบ้าง?ME : ในเรื่องเราต้องใช้ปืน ซึ่งฉันกลัวมากๆ เลยค่ะ จริงๆ ตอนแรกฉันเกลียดมันมาก แต่ว่าที่อิตาลีฉันปล่อยเต็มที่มากๆ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ใส่กระสุนหรืออะไรในปืนเลย ฉันไม่แน่ใจว่าควรพูดเรื่องปืนหรือเปล่า แต่คือตอนนั้นฉันกลัวสุดๆ แล้วก็ค่อยๆ หยิบจับปืนได้คล่องมือขึ้นตอนที่เราอยู่ที่อิตาลี เพราะว่าฉันรู้สึกปลอดภัยขึ้นเวลาใช้ปืนอัดลม

PV : คุณคิดว่าผู้ชมที่เหมาะกับ Mr. & Mrs. Smith คือใครบ้าง?ME : ฉันคิดว่าคู่รักควรดูเรื่องนี้ด้วยกันนะคะ ฉันว่าดูได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลย แต่อาจจะไม่เหมาะกับเด็ก แต่ที่แน่ๆ คือคู่รักทุกช่วงอายุควรดูซีรีส์เรื่องนี้ เพราะฉันคิดว่ามีสิ่งที่คู่รักทุกคู่ดูแล้วจะต้องรู้สึกอินตาม ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ มันพูดถึงมุมมองความสัมพันธ์หลายเรื่องเลย

สัมภาษณ์ Francesca Sloane โชว์รันเนอร์และครีเอเตอร์


Prime Video : คุณจะอธิบายบทบาทของตัวเองในฐานะโชว์รันเนอร์ของซีรีส์ยังไงบ้าง?
Francesca Sloane :หน้าที่ของโชว์รันเนอร์เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะตอนแรกฉันจินตนาการบทบาทของ
โชว์รันเนอร์ไว้แบบหนึ่ง แล้วพอได้มาสัมผัสประสบการณ์เองจริงๆ มันคือการที่คุณเป็นคนที่ต้องตอบคำถามทุกแบบที่คุณจะจินตนาการออก ตั้งแต่ “คุณคิดว่าแปรงสีฟันของจอห์นควรเป็นสีอะไร เขาน่าจะเป็นผู้ชายสีน้ำเงินหรือสีแดง” ไปจนถึงการเสนอความเห็นตอนคุยเรื่องงบ และการช่วยเรื่องการจัดตารางเวลา แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ คุณเป็นเหมือนแม่ของทีมครีเอทีฟ คุณคือผู้สร้างจักรวาล คุณต้องตามติดการเดินทางทางอารมณ์ของตัวละครและทำให้แน่ใจว่าตัวละครของคุณจะยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนจบซีซั่น แล้วคุณก็เป็นเหมือนคุณแม่ที่คอยดูแลให้ทุกคนมีความสุขตลอดเวลา และให้ทุกคนรู้สึกว่าความต้องการของเขาได้รับการตอบสนอง ดังนั้นจริงๆ แล้วการเป็นโชว์รันเนอร์ อันนี้เป็นมุมมองแบบผู้หญิงมากๆ นะคะ คือคุณจะต้องเป็นเหมือนแม่ของทั้งโชว์ คุณต้องดูแลคนทั้งครอบครัวอะไรแบบนั้น

PV : ที่มาที่ไปของการสร้าง Mr. & Mrs. Smith ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไร?
FS : คือฉันเคยเขียนบทซีรีส์เรื่อง Atlanta กับโดนัลด์น่ะค่ะ มีช่วงหนึ่งที่เราคุยกันว่าอยากจะทำอะไรซักอย่างร่วมกัน แล้วเราก็มาลงตัวที่ Amazon แล้ววันหนึ่งเขาก็โทรมาฉันว่า เฮ้ คุณสนใจมาทำ Mr. & Mrs. Smith เวอร์ชั่นซีรีส์ด้วยกันไหม แล้วฉันก็นึกว่าเขาล้อเล่นเพราะเขาชอบมีมุกตลกแบบแปลกๆ แล้วฉันก็ไม่ใช่ตัวเลือกปกติที่คนจะมาชวนไปทำซีรีส์อารมณ์แบบ Mr. & Mrs. Smith เลย ถ้าดูจากงานที่ฉันเคยทำและวิธีที่ฉันเขียนบทน่ะนะ แต่พอเราได้คุยกันในรายละเอียดและคิดว่าจะเน้นไปที่องค์ประกอบเรื่องความสัมพันธ์และการแต่งงาน ฉันเองก็เพิ่งแต่งงานช่วงที่เกิดโรคระบาด ความทรงจำเรื่องการแต่งงานจำยังสดใหม่มาก 
เราอยากจะเน้นหนักไปที่มุมมองเรื่องความเปราะบางในความสัมพันธ์ และพยายามดำเนินเรื่องไปในทางนั้นในแง่ที่ตรงกันข้ามกับภาพยนตร์สไตล์เจมส์ บอนด์ และมุมมองทั่วไปที่เรามีต่อสายลับ เราคุยกันเรื่องนี้ และนั่นคือตอนที่ฉันรู้สึกว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะทำ เราสามารถทำให้มันแปลกใหม่ได้จริงๆ นี่คือซีรีส์ที่ฉันทำได้แน่ๆ”

PV : ซีรีส์เรื่องนี้มีส่วนผสมระหว่างความเป็นซีรีส์แอ็กชั่นกับซีรีส์โรแมนติกยังไงบ้าง?
FS : ตอนที่ถ่ายทำ มายากับโดนัลด์เรียกซีรีส์เรื่องนี้ว่า “Spy Sandwich” เพราะว่ามันเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นแอ็กชั่นและความโรแมนติก เหมือนแชนด์วิชไส้เนยถั่วกับเจลลี่ แล้วคุณจะจัดการกับทั้งสองเรื่องในเวลาเดียวกันยังไง และจะทำมันออกมาให้รู้สึกว่านี่คือซีรีส์ที่สั่นคลอนภาพจำเดิม (เกี่ยวกับหนังสายลับ) ยังไง ความน่าตื่นเต้นที่สุดของเราคือช่วงเวลาที่เราเอาสองโลกนี้มารวมกัน
ถ้าคุณนึกถึงแนวคิดตั้งต้นของซีรีส์เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการโกหก เพราะการจะเป็นสายลับที่ดีได้คุณจะต้องโกหก แต่ในทางตรงกันข้าม การที่คุณจะมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ คุณต้องซื่อสัตย์จริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณหยิบสองสิ่งนี้มาไว้ด้วยกัน ฉันว่านั่นคือหัวใจและแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังซีรีส์เรื่องนี้
และการที่คุณออกไปทำภารกิจแอ็กชั่นแบบนั้น คุณจะเปราะบางมากๆ เพราะมันอันตรายมากๆ และในแบบเดียวกัน การที่คุณเปิดใจให้กับความรัก คุณก็จะเปราะบางมากๆ และอาจจะอันตรายมากๆ เช่นกัน ดังนั้นมันคือการที่เราเอาสองโลกนี้มาไว้ด้วยกันในแบบที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง และสนุกไปกับการรวมสองสิ่งเข้าด้วยกัน 

คุณจินตนาการน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง Mr. & Mrs. Smith ไว้แบบไหน? 
น้ำเสียงในการเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าท้าทายที่สุดเลยค่ะ มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มันสนุกนะ แต่สิ่งที่โดนัลด์กับฉันคิดไว้ตั้งแต่แรกก็คือ อะไรที่ภาพที่ตรงกันข้ามกับความเป็นสายลับสไตล์เจมส์ บอนด์ และสิ่งแรกที่ฉันนึกถึงคือการที่สายลับกลับมาถึงบ้านหลังจากไล่ล่าแบบบ้าระห่ำ แล้วก็ถอดรองเท้าออกและมีแผลพองที่เท้าเพราะว่าพวกเขาใส่รองเท้าไม่เหมาะสม ฉันนึกถึงช่วงเวลาระหว่างทางพวกนั้นรวมถึงความเปราะบางที่ปกติคุณจะไม่ได้เห็น อีกอย่างคือโดนัลด์กับฉันมีพื้นฐานมาจากวงการคอเมดี้ แต่เป็นคอเมดี้แบบแปลกๆและเหนือจริง
ดังนั้นเราก็เลยตั้งคำถามประมาณว่า จะเกิดอะไรขึ้นนะถ้า Louie (จากซีรีส์ Louie) ได้เจอกับ เจมส์ บอนด์ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณเอาสองสิ่งมาไว้ด้วยกันในช่วงเวลาที่อะไรๆ ดูสมจริงสุดๆ ในบรรยากาศที่เหนือจริงสุดๆ แล้วพอฉันนึกถึงน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง ฉันก็จะคิดประมาณว่าคุณจะทำให้แฟนตาซีมันสมเหตุสมผลยังไง จะทำให้แอ็กชั่นสมเหตุสมผลยังไง แล้วจะทำยังไงให้มันมีความตลกด้วยในบางช่วง

PV : คุณมีภาพยนตร์หรือรายการอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ไหม?
FS : จริงๆ ฉันอยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องแปลกพอสมควรเลย เพราะแรงบันดาลใจหลักๆ ในการทำซีรีส์เรื่องนี้คืออะไรแบบ Scenes from a Marriage และ Mikey and Nicky และหนังสไตล์ Elaine May ถ้าจะพูดกันจริงๆ เลยก็ยังรวมถึงซีรีส์อย่าง Married at First Sight, 90 Day Fiancé แล้วก็ Love is Blind ด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามันมีเรื่องของผู้คนที่เหงามากๆ และอยากจะได้รับคำตอบจากการมีเพื่อนคู่ใจ หรือคำตอบของการมีชีวิตหรือมีตัวตน 
นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องแปลกๆ อย่างการที่บริษัทปริศนามาบอกคุณว่า นี่คือคนที่เหมาะกับคุณ นี่คือบ้านที่คุณจะไปอยู่ และนั่นก็กลายเป็นแนวคิดของซีรีส์ในหลายมุมเลยค่ะ สิ่งที่เราคิดคือ จอห์นและเจนเป็นคนสองคนที่เก่งมากและเหงามากในแบบที่ผู้ชมเกือบทุกคนน่าจะรู้สึกอินตามได้ไม่มากก็น้อย พวกเขาคือคนที่ฝันถึงการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และการเป็นฮีโร่ในแบบที่พวกเขานิยาม แล้วพวกเขาก็ต้องมาอยู่ด้วยกันแบบคลุมถุงชน พวกเขาเปลี่ยนตัวตนเป็นจอห์นและเจน เปลี่ยนชื่อ และเบื้องหน้าของพวกเขาคือการเป็นคู่แต่งงาน และตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก พวกเขาก็ทำข้อตกลงว่าจะเป็นมืออาชีพแบบสุดๆ เราจะเป็นคู่หู เป็นรูมเมท แต่เราจะไม่ให้มีเรื่องโรแมนติกอยู่ในนั้น และด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงจะสามารถจดจ่อกับการเป็นสายลับที่ดีได้ เพราะว่าเดิมพันมันคือเรื่องงาน
ปัญหาก็คือพวกเขาตกหลุมรักกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือยิ่งพวกเขารักกันมากเท่าไร งานของพวกเขาก็ยิ่งมีข้อยกเว้นจุดนั้นบ้างจุดนี้บ้าง เพราะว่าจู่ๆ อะไรๆ ก็ล้วนแต่มีความหมาย
คุณใส่ใจใครบางคน และเมื่อคุณรักใครบางคนแล้ว โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปเพราะว่ามีสิ่งที่คุณใส่ใจมากยิ่งกว่าตัวเองที่คุณต้องดูแล

PV : การทำงานกับโดนัลด์ในฐานะนักแสดงเป็นยังไงบ้าง?
FS : โดนัลด์เป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีเสน่ห์จนน่ารำคาญค่ะ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นคุณสมบัติที่น่าทึ่งมากสำหรับการเป็นสายลับ หลายครั้งเรามักจะนึกถึงจอห์นว่าเป็นเหมือนบอนด์เกิร์ล ในแง่ที่ว่าเขาสามารถใช้ไหวพริบและความสามารถของเขาในการเชื่อมโยงกับคนแบบไหนก็ได้ แล้วนำสิ่งนั้นมาใช้กับภารกิจอะไรก็ตามที่กำลังทำอยู่ และใช้กับใครก็ตามที่เขากำลังพูดด้วย เราเห็นความเป็นโดนัลด์หลายอย่างในตัวจอห์นเลยค่ะ จอห์นเป็นคนตลกและมีไหวพริบ ซึ่งคล้ายโดนัลด์หลายอย่างมาก

PV : มายาถ่ายทอดความเป็นเจนออกมายังไงบ้าง?
FS : มายาที่แสดงเป็นเจน คือเจนในอุดมคติของฉันเลยค่ะ มีความดิบ ความเอื้ออาทร และความเปราะบางอยู่ในทุกสิ่งที่มายาทำ และฉันคิดว่าเจนก็มีสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน เหมือนเป็นความดุร้ายอันเงียบสงบที่อยู่ใต้ผิวน้ำตลอด
มายานำส่วนผสมระหว่างความเปราะบางกับความแข็งแกร่งดุดันเข้ามารวมไว้ในตัวละครเจน เธอทำให้เจนมีความซับซ้อนมากในแบบที่วิเศษสุด ฉันคิดว่ามายามีชั้นเชิงมาก และพวกเขาทั้งคู่คืออัจฉริยะ พวกเขาสร้างมิติให้กับตัวละครมากๆ

รับชมซีรี่ส์เรื่อง Mr. & Mrs. Smith ได้แล้ววันนี้ทั้ง 8 ตอน ทาง Prime Video

#BAZAAREntertainment #PrimeVideo #MrandMrsSmith

TAG

Related Stories

พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45
จับตาดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการเพลงเกาหลีใต้
ตอกย้ำสมาร์ตโฟนถ่ายคนอย่างโปร พร้อมมอบความแตกต่างที่ลงตัว
การอบรมสุด Exclusive ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นปีที่ 20 แล้ว
ลิ้มลองอาหารเลิศรสไปกับฝูงปลาใต้มหาสมุทร หรือจะดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่รายล้อมไปด้วยงานศิลปะกราฟฟิตี้สุดคูลของ Cyril Kongo
พร้อมร่วมมือกับสองบริษัทอสังหาชั้นนำในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์
ได้เวลาเยือนราตรีให้สนุกสุดเหวี่ยงอีกครั้ง

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว