ทิชา ณ นคร ผู้หญิงที่มองเห็นโอกาสแม้ในความสิ้นหวัง

ไม่มีใครบนโลกนี้ที่เกิดมาเลวร้าย นี่คือความเชื่อของผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยโอกาสคนนี้
จากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต หล่อหลอมเป็นภูมิคุ้มกันให้ ทิชา ณ นคร (ป้ามล) เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และที่สำคัญคือเข้าใจว่าไม่มีใครที่เกิดมาเป็นผู้ร้าย ผู้หญิงที่มีแววตาจริงใจ และอ้อมกอดที่พร้อมโอบรับทุกคนอยู่เสมอคนนี้เลือกที่จะหันมาดูแลคนที่สังคมทอดทิ้ง เพื่อใช้ความรักและความเข้าอกเข้าใจหล่อหลอมคนดีคนใหม่ให้เข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง
Harper’s BAZAAR: ช่วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับงานของป้ามลหน่อยได้ไหมคะ?
Ticha Na Nakorn: ป้าทำด้านรับผิดชอบกลุ่มวัยรุ่นผู้ชายที่ก่ออาชญากรรมที่รุนแรง ซึ่งในนั้นมีทั้งคดีที่ลักวิ่งชิ่งปล้น ทำร้ายร่างกาย คดีทางเพศ และยาเสพติด 

HB: ทำมานานเท่าไรแล้วคะ?
TN: งานนี้ก็เริ่มที่ปีพ.ศ. 2546 ก่อนหน้านั้นป้าทำงานที่องค์กรที่ให้คำปรึกษาผู้หญิงที่ตั้งท้องโดยที่ยังไม่พร้อม หลังจากนั้นก็ไปช่วยกระทรวงยุติธรรม กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก ก็คือเป็นงานในสถานพินิจนั่นแหละ

HB: อะไรคือแรงบันดาลใจให้ก้าวเข้ามาทำงานในจุดที่เรียกว่ามีบทบาทต่อสังคมและเยาวชนมากขนาดนี้?
TN: ป้าจบการศึกษามาเพื่อที่จะมาเป็นครู ไปรับราชการอยู่พักหนึ่ง ทำงานได้ไม่นานก็ถูกให้ออกจากราชการด้วยข้อหามีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ตัวตนเราก็อาจจะมีความโน้มเอียงในงานที่เป็นเชิงรุก ที่จำเป็นจะต้องแสดงตัวตนหรือแสดงความคิดเห็น เมื่อถูกให้ออกจากราชการเลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องได้บทเรียนที่จะต้องกลายเป็นคนที่ยอมจำนน เราก็มาหางานที่มันใกล้เคียงกับตัวตนเรา เป็นงานของสหไทยมูลนิธิ ให้ความช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องโดยไม่พร้อม เด็กกำพร้า และคนที่ได้รับความรุนแรงทางร่างกาย ทางเพศ ซึ่งงานตรงนี้ก็ตอบโจทย์เรา พอทำตรงนี้มาได้จนถึงปีพ.ศ. 2546 ก็มีงานท้าทายอีกงานหนึ่งก็คืองานในสถานพินิจ ที่ถามว่าแรงบันดาลใจคืออะไรก็จริงๆ ตั้งใจจะเป็นครูแหละเพราะว่าการเป็นครูจะได้สอนหนังสือ ได้มีการทำงานทางความคิดกับเด็กๆ แต่พอถูกให้ออก เราก็รู้สึกว่าแค่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางนิดนึง แต่ไม่ได้เปลี่ยนออกไปความคิดเดิมของเราที่อยากจะทำงานในลักษณะนี้
HB: จุดเริ่มต้นก็ยังเหมือนเดิมใช่ไหม?
TN: ใช่ๆ จริงๆ ก็พอย้อนกลับไปตอนนี้ก็ร่วม 40 ปีแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า เฮ้ย โชคดีว่ะ ที่ถูกออกจากราชการในปีพ.ศ.นั้น ถ้าไม่ได้ออกจากราชการเราก็คงเป็นครูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยภายใต้ระบบไม่ได้ เราไปอยู่ในที่ที่เป็นปลาผิดน้ำ พอถึงจุดจุดหนึ่งมันก็ต้องออกมาแบบนี้แหละ

HB: อยากให้เล่าถึงงานในสถานพินิจหน่อย พอพูดชื่อสถานพินิจขึ้นมา คนจะรู้สึกว่ากลัว เราอยู่ในจุดที่มีบทบาทมากๆ งานหรือสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้าง?
TN: ตอนไปทำงานในสถานพินิจเนี่ยก็ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่เป็นลักษณะที่เป็นบุคคลภายนอกที่ถูกจ้างให้ไปทำงานในหน่วยงานภาครัฐ  การที่ตัวเราไม่ใช่ข้าราชการเราก็มองเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง เพราะเราไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเข้าไปอยู่ในองค์กรของรัฐซึ่งเขามีวัฒนธรรมองค์กรในแบบหนึ่งมันก็ไม่ง่าย แต่มันก็มีหลายเรื่องที่เราสามารถออกนอกกรอบได้ เช่น ที่บ้านกาญจนาสามารถประกาศให้ชัดเจนในหลายเรื่องที่รัฐทำไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ เสื้อผ้า หน้าผม และร่างกายเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไม่ละเมิด ดังนั้นเมื่อเด็กถูกพิพากษาให้มาอยู่กับเรา เราจะบอกเขาเลยว่า เสื้อผ้าแบบไหน ต่างหูคู่ไหน ผมทรงอะไรที่มันสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นทั้งหมดของหนูกลับคืนมาได้ ให้หนูเลือก เราไม่ได้มีหน้าที่อดทน แต่เรามีหน้าที่ยอมรับทุกทางเลือกที่หนูเลือก แต่ก็ไม่ได้ง่ายหรอก ประมาณ 3 ปีแรก เป็นช่วงสงครามทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างคนนอกกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมันก็ถูกตั้งคำถามว่าทำแบบนี้กับคนก่ออาชญากรรม แล้วจะใช้อะไรไปจัดการเขา รวมถึงคนที่เป็นพ่อแม่ของเหยื่อก็ต้องตั้งคำถามอยู่แล้วว่าการจัดการแบบนี้มันแฟร์สำหรับผู้เสียหายไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งความคิดของคนมันก็เปลี่ยนแปลงได้ แล้วสิ่งที่เราเห็นในทุกๆ วันก็คือ เมื่อเรายิ่งไม่ใช้อำนาจกับเด็กที่เป็นผู้ก่อคดีก่ออาชญากรรม เรายิ่งมีอำนาจ และเขายิ่งรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ตัวเด็กและเยาวชนที่อยู่ในบ้านที่มีการควบคุมสูง ใช้กฎเหล็ก หน้าตา บุคลิกภาพ แววตาของเขาก็ดูน่ากลัว แล้วพอเราเปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นแนวดิ่งมาเป็นความสัมพันธ์แนวราบที่อ่อนโยนเนี่ย แววตา ท่าทางบุคลิกภาพ ความร่วมมือของเขามันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถึงจุดหนึ่งเจ้าหน้าที่เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย จากที่จะต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา มันไม่จำเป็นอีกแล้ว ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้มันทรงพลังกว่า ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นคำอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าที่ผ่านมาการใช้อำนาจอาจจะเป็นทางเลือกที่ผิด 
HB: มันอาจจะไม่ไว้ใจกันในตอนแรก แต่พอตอนนี้เราให้สิทธิ์เขาในการที่จะเลือกได้ เขาก็ไว้ใจเรา
TN: ใช่ แต่จริงๆ แล้วเวลาเราพูดถึงการให้สิทธิ์ เราก็ไม่ได้อยู่ๆ ก็ให้เลย เราจะมีข้อตกลงกันก่อน อย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าเราจะมีโต๊ะสนุ๊กสักหนึ่งโต๊ะในบ้านกาญจนาภิเษก เราก็จะต้องเปิดกระทู้ถามกันเลยว่า ในความคิดของคนเนี่ย มองโต๊ะสนุ๊กอย่างไร เขาก็รู้ว่ามันก็ต้องถูกมองว่าเป็นกิจกรรมด้านลบ แล้วโต๊ะสนุ๊กที่มันทำให้เกิดกิจกรรมด้านบวกคืออะไร ระหว่างสองด้านนี้เขาอยากให้มันเป็นแบบไหน แล้วความรับผิดชอบของเขาคืออะไร จากนั้นให้เขาลองเขียนกติกามา แล้วเราก็ลองมาขยับกติกาที่มาเป็น 30 – 40 ข้อให้มันเหลือสัก 5 ข้อ กติกาพวกนี้เขารับได้ไหม เพราะจริงๆ มันมาจากเขาไง พอเขารับได้เราถึงเอาโต๊ะสนุ๊กมาวาง ซึ่งมันก็ง่ายกว่าการที่เราเป็นคนออกกฎเหล็กนั้นเอง หรือมันยิ่งง่ายกว่าการที่เรามาบอกว่าสิ่งนี้ก็น่ากลัว สิ่งนั้นก็น่ากลัว ทุกอย่างน่ากลัวไปหมด ไม่ต้องมีอะไรเลย ซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่เห็นคุณค่าของตนเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองเนี่ยดีไม่ได้หรอกเพราะว่าไม่สามารถที่จะจัดการอะไรได้สักอย่างในโลกใบนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าพูดคำว่าสิทธิ จริง ๆ แล้วมันก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบ มาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของเขา

HB:ย้อนกลับไปที่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม สำหรับที่ศูนย์แล้วคือใครจะแต่งตัวยังไงก็ได้ จะทำผมทรงไหนก็ได้ใช่ไหม?
TN:ใช่ บางคนเขาก็ผมยาว บางคนเขาก็ยังสกินเฮดอยู่ แต่ว่ามากกว่านั้นก็คือเขามีทางเลือกที่หลากหลายและเป็นทางเลือกที่ตัวเองตัดสินใจเลือก มัน smart ไง มันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ดังนั้นเด็กบางคนต่อให้เราบอกว่าเสื้อผ้า หน้าผม และร่างกายเป็นสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ยังสกินเฮดอยู่ดี แต่เป็นสกินเฮดบนทางเลือกของเขาเอง ดังนั้นเขาจะรู้สึกว่าเขาสามารถปกป้องตัวเองได้ ซึ่งอันนี้เราอาจจะเห็นยังไม่ชัดจนกระทั่งวันหนึ่งเราให้เขาดูหนังเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เกเรมากๆ เลยถูกพาไปบำบัด พอดูหนังจบเขาวิเคราะห์ว่ามีฉากใดในหนังที่เขารู้สึกว่าอยากพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง แล้วเหตุผลที่อยากพูดคืออะไร ซึ่งเขาก็พูดถึงฉากที่เจ้าหน้าที่โกนผมเด็ก แล้วจับถอดเสื้อผ้า และตรวจร่างกายว่าสมัยที่ผมถูกจับครั้งแรกผมก็ถูกกระทำแบบนี้ แต่ตอนนั้นผมยังคิดไม่ได้ ผมก็เลยได้แต่รู้สึกในใจว่า ถ้ากูออกไปกูจะฆ่ามึง แต่ว่าวันนี้ผมนั่งดูหนังหลังจากผ่านกระบวนการคิด กระบวนการที่บ้านกาญจนาฯเปลี่ยน mindset ให้กับผม ผมอยากบอกว่า เมื่อมนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถควบคุมเนื้อตัวร่างกายของตัวเองได้ มันจบแล้วนะครับ ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้เราควบคุมเนื้อตัวร่างกายของเราเองโดยไม่แทรกแซง สำหรับผมนี่คือคุณค่าอันยิ่งใหญ่ พอเราได้ฟังเสียงของเขาแบบนี้มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าการที่เราให้สิทธิเขามันไม่ได้แปลว่าเขาจะเหลิง หรือใช้สิทธินั้นไปคุกคามคนอื่น แต่สิทธิกลับทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า เป็นแรงบันดาลใจและพลังให้เขาได้ขับเคลื่อนตัวเองในอีกหลายมิติ 
HB: ที่ศูนย์เด็กมักจะถูกมองว่าเป็นเหมือนขยะสังคม คนภายนอกจะมองว่าไม่เอาแล้วเด็กคนนี้ ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ทำไมยังให้โอกาสเขา ยังเชื่อว่าเขาจะสามารถเป็นคนที่ดีของสังคมได้?
TN: เอาจริงๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกนี้ที่ born to be หรือเกิดมาเพื่อเป็นผู้ก่ออาชญากรรม การก่ออาชญากรรมของเด็กหนึ่งคนมันค่อยๆ ถูกผสมไปด้วยหลายๆ มิติของสังคม ดังนั้นเราก็จะบอกเขาว่า เราก็เชื่อว่าในตัวหนูมันก็มีคนอีกคนหนึ่งคนนั้นก็คือคนดี แต่มันไม่สามารถแสดงตัวได้ เพราะคนที่ครอบครองตัวหนูตอนนี้ก็คือคนร้ายที่พาหนูก่อคดี เราเชื่อว่าคนดีคนนั้นน่าจะได้มีโอกาสออกมา และถ้าเราทำให้คนดีคนนั้นออกมาบ่อยๆเขาก็จะแข็งแรง และคนร้ายที่อยู่ในตัวหนูมันก็จะอ่อนแอ และจะหายไป เราขอบคุณที่เขามายืนอยู่ต่อหน้าเรา เพราะถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าหาญกว่านี้ กล้าที่จะส่งเสียงตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่ก่อคดี ไม่ว่าจะเรียกร้องในเชิงนโยบาย เรียกร้องพื้นที่ดี ๆ ให้กับเด็กและวัยรุ่น เรียกร้องกติกาที่มันเอื้อต่อความเหลื่อมล้ำ เราเชื่อว่าคนจำนวนมากคงไม่ต้องมาติดคุก ในความเป็นผู้กระทำของเขา เขาก็มีความเป็นเหยื่ออยู่ด้วยในเชิงระบบ ดังนั้นป้าขอบคุณที่เขามายืนอยู่ต่อหน้าป้า เพราะว่าเขาทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เยียวยา ได้ทำสิ่งที่มันดีงามผ่านทางผู้ก่ออาชญากรรมคนหนึ่ง 

HB: ขอถามเรื่องด้านความเข้มแข็งในตัวบ้าง มนุษย์เราทุกคนก็ต้องมีทั้งด้านอ่อนแอและเข้มแข็งในตัว ทราบข่าวว่าป้ามลไม่สบายด้วย แล้วยังทำงานช่วยเหลือคนจำนวนมากแบบนี้ ต้องมีทัศนคติในการใช้ชีวิตอย่างไรถึงทำได้ขนาดนี้?
TN: ป้าคิดว่าคนแต่ละคนมีการหล่อหลอมประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่เหมือนกัน ป้าเองก็อาจจะผ่านเรื่องราวบางอย่างมาที่มันแตกต่าง อย่างเช่นการถูกให้ออกจากราชการตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยข้อหาที่รุนแรง ตอนนั้นเราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของชีวิต แต่พอเราเดินผ่านเหตุการณ์พวกนั้นมาจนถึงวันนี้ เหตุการณ์ร้ายๆ ในวันนั้นมันกลับกลายเป็นวัคซีน เป็นภูมิชีวิตที่แข็งแรงในวันนี้ ดังนั้นเวลาเราเจอเรื่องแย่ๆ ในชีวิตให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งของมันว่ามันกำลังมาเพิ่มพลังบางอย่างให้กับเราในอีกหลายปีต่อมา อย่ากลัวเรื่องร้ายๆ อย่าวิ่งหนีเรื่องร้ายๆ เพราะอีก 10 ปีหรือ 15 ปีต่อมามันจะเปลี่ยนสภาพเป็นวัคซีนที่จะทำให้เรารับมือกับทุกเรื่องได้หมดเลยในโลกใบนี้

HB: คิดว่าความสวยภายนอกของคนเราเชื่อมโยงกับตัวตนภายในอย่างไร? ทำไมเราถึงให้ความสำคัญกับจุดนี้?
TN:ป้าคิดว่าเนื้อตัวร่างกายของทุกๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต้องเคารพ การที่เราละเมิดตัวตนร่างกายกันเป็นเพราะว่าเราเติบโตภายใต้สังคมที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของเนื้อตัวร่างกายของแต่ละคน ตอนนี้ที่บ้านกาญจนาฯ เราให้เด็กๆ ทำกิจกรรมตั้งชื่อภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่กางเกงสีเนื้อรัดรูปมากๆ ที่เหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลยพร้อมเหตุผลด้วย ที่สำคัญก็คือชื่อที่เขาตั้งมันเป็นการเคารพสิทธิ์ทั้งหมดเลย อย่างเช่นคนนี้เขาตั้งชื่อว่า ‘สิทธิของคนไม่ควรขุดค้นมาวิจารณ์’ หรือบางคนเขาก็บอกว่า ‘Have a Lifestyle in Herself’ หรือ ‘แล้วแต่ชอบ ไม่ชอบก็แล้วแต่’ กิจกรรมเหล่านี้มันจะค่อยๆ เปลี่ยน mindset ของพวกเขาในการมองเนื้อตัวร่างกายของคน เคารพคนอื่นให้เป็น มันต้องมีกระบวนการบ่มเพาะ หล่อหลอม ขัดเกลา แต่คำถามคือว่า เครื่องมือในการบ่มเพาะ หล่อหลอม ขัดเกลาในสังคมของเราเนี่ยมันเป็นแบบไหน เพราะว่าท้ายที่สุดเด็ก ๆ เหล่านี้เขาเติบโตในสังคมแบบไหนเขาก็เป็นแบบนั้น แต่เวลาเขาเป็น สังคมก็เกรี้ยวกราดสังคมก็ด่าทอ แล้วตกลงเขาเติบโตมาภายใต้เบ้าหลอมของใคร 

HB: มีเด็กคนไหนที่ผ่านศูนย์นี้มา แล้วออกมาเห็นชัดเจนว่านี้คือความเปลี่ยนแปลง เขาไปทำเรื่องดี ๆ ให้สังคมไหม?
TN: จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องปกตินะ ที่บ้านกาญจนาฯก็ประมาณสัก 97 – 95% อย่างตอนนี้คนนี้ไปเป็นนักร้องของไมค์ทองคำ ซึ่งเขาก็สามารถที่จะบอกกับสังคมได้ว่าผมเคยอยู่บ้านกาญจนาฯ ผมเคยก่อคดีฆ่า แล้ววันนี้ผมไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมทิ้งคนอายุ 17 ปีคนนั้นแล้ว ซึ่งเขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง ภูมิใจในความเป็นลูกหลานบ้านกาญจนาฯ ดังนั้นการเปลี่ยน mindset หรือวิธีคิดเนี่ยมันต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน แต่ถึงที่สุดเมื่อเปลี่ยนแล้วมันจะถาวร แต่ถ้าเราเปลี่ยนแค่พฤติกรรม มันเป็นการเปลี่ยนชั่วครั้งชั่วคราว แล้วเวลาเขาเจอแรงกระแทก เขาจะเป๋ แต่การเปลี่ยน mindset มันจะไปจัดการกับพฤติกรรมเขาเอง 
Photographs by Waroon Kieattisin
Creative and Fashion Director Chamnan Pakdeesuk
แต่งหน้า: นิตยา กลิ่นบัว และ คริษฐ์ อยู่แก้ว โดยเครื่องสำอาง Nars
ทำผม: สมเจตน์ กล่อมน้อย
เสื้อผ้า: Pichita
โปรดิวเซอร์: วิทวัส ศิริโภคากิจ
ผู้ช่วยช่างภาพ: รัชภูมิ แย้มเนตร และพร้อมพงศ์ เดชพล
นักศึกษาฝึกงาน: สุชานันท์ เสมหิรัญ, อนันตญา พรวิเชียรวงส์, สิริการย์ นันทพัฒน์สิริ และ ธีรในย บุญณรรังษี

TAG

Related Stories

ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45
จับตาดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการเพลงเกาหลีใต้
ตอกย้ำสมาร์ตโฟนถ่ายคนอย่างโปร พร้อมมอบความแตกต่างที่ลงตัว
การอบรมสุด Exclusive ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นปีที่ 20 แล้ว
ซีรี่ส์แอ็คชั่นผสมความโรแมนติกที่สตรีมรวดเดียวครบ 8 ตอนแล้ววันนี้

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

ผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความงามอันตราตรึงของ “หาดไม้ขาว” สู่การพักผ่อนที่ใกล้ชิเดกับธรรมชาติ
พร้อมเตรียมเผยโฉมที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว