THE FIFTH ELEMENT รู้จักกับ มาริยง โกตียาร์

ในฐานะพรีเซ็นเตอร์หน้าใหม่ของน้ำหอมแห่งตำนาน Chanel No. 5
ในฐานะพรีเซ็นเตอร์หน้าใหม่ของน้ำหอมแห่งตำนาน Chanel No. 5 มาริยง โกตียาร์ (Marion Cotillard) เข้าร่วมตำแหน่งผู้หญิงแถวหน้าของเมซงชาเนล ซึ่งเริ่มแรกนำโดยมาดมัวแซลล์โคโค่ (Coco) เอง เธอพูดคุยกับลิเดีย สเลเตอร์ (Lydia Slater) เกี่ยวกับความหลงใหลในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสังคมมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การอุทิศตนเพื่องานฝีมือของเธอ และบทเรียนซึ่งได้เรียนรู้จากช่วงล็อกดาวน์
         มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) หยดมันตอนนอน ขณะที่แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Worhol) ทำให้มันเป็นอมตะผ่านผลงานป๊อปอาร์ตซีรี่ซิลก์สกรีนปริ้นท์ (Silk-screen print) และหลังจากคิดค้นขึ้นมาราวหนึ่งร้อยปี Chanel no.5 กลายเป็นน้ำหอมที่ขายดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เรียกได้ว่าเป็นกลิ่นหอมที่ดังที่สุดในโลก และเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่แอบซ่อนอยู่ในตำนาน  มีความลึกลับเฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวของกาเบรียลล์ ชาเนล (Gabrielle Chanel)

        กลิ่นของชาเนล นัมเบอร์ 5 กลายเป็นซิกเนเจอร์ของเธอเอง โดยผู้ช่วยคนหนึ่งจะฉีดน้ำหอมให้กาเบรียลล์ทุกวันตรงทางเข้าตึกบนถนน Cambon ซึ่งเป็นทั้งบ้านและที่ทำงานเพื่อบอกให้รู้ว่าเธอมาถึงแล้ว และเธอก็จะพรมมันลงบนถ่านที่เร่าร้อนของเตาผิง…นี่คือจุดกำเนิดพรีเซ็นเตอร์คนแรกของชาเนล นัมเบอร์ 5 โดยมีมาดมัวแซลล์โคโค่สวมเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีดำ ยืนพิงพาดแขนบนแท่นเหนือเตาผิงที่ Ritz อพาร์ทเมนต์ของเธอ ซึ่งภาพโฆษณานี้ปรากฏในนิตยสาร Harper’s Bazaar ปี 1937 “น้ำหอมนัมเบอร์ 5 ของเธอคล้ายกับซอฟต์มิวสิกที่เน้นการบรรเลงฉากแห่งความรัก” ว่ากันตามสำเนาประกอบ อีกทั้ง “มันจุดประกายความสวยงาม และตรึงตาตรึงใจในความทรงจำผ่านตัวผู้เล่น” จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หากผู้หญิงที่ถูกเลือกมาช่วยหลอมรวมกลิ่นหอมให้เป็นรูปเป็นร่างคือดารานักแสดงอย่าง อาลี แมคกรอว์ (Ali MacGraw), กาเธอรีน เดอเนิร์ฟ(Catherine Deneuve), การอล บูเก้ต์ (Carole Bouquet), นิโคล คิดแมน(Nicole Kidman) และโอเดรย์ ตาตู (Audrey Tatou)
      อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าพรีเซ็นเตอร์หน้าใหม่นาม ‘มาริยง โกตียาร์’ จะแตกต่างจากคนอื่นมากที่สุด หรือจะว่าไปก็มีส่วนคล้ายมาดมัวแซล์ชาเนล เพราะเธอสวยสง่า โด่งดัง เปี่ยมความเฟรนชี่อย่างเต็มตัว และมีมุมที่เราไม่รู้จักนอกเหนือจากจอภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ – – ลึกๆ แล้วอาจเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้มาริยงได้รับเลือกก็ได้ “เวลาเลือกคาแร็กเตอร์ในภาพยนตร์ ฉันต้องการค้นหาตัวละครที่แตกต่างจากตัวเองเสมอ เป็นใครคนหนึ่งที่ห่างไกลจากตัวเองมากๆ” เธอบอกกับฉัน ย้อนกลับไปถึงตอนเริ่มต้นอาชีพนักแสดงกับผลงานภาพยนตร์แอคชั่น-คอมเมดี้ฝรั่งเศสของลุค เบส์ซง (Luc Besson) เรื่อง Taxi รวมถึงการเล่นบทรักในเรื่องราวโรแมนติกที่ให้ความรู้สึกดีอย่าง Midnight in Paris และ A good Year อีกทั้งบทหญิงพิการที่ต้องตัดขาทั้งสองข้างในเรื่อง Rust and Bone แสดงเป็นผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับขู่เข็ญให้ค้าประเวณีในเรื่อง The Immigrant และสวมบทเลดี้ แม็คเบธ (Lady MacBeth) ผู้ซึ่งระทมทุกข์จนโกรธและบ้าคลั่งในเรื่อง Lady MacBeth และแน่นอนสำหรับบทบาทเอดิธ เฟียฟ (Edith Piaf) ที่ติดมอร์ฟีนในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ La Vie en Roseซึ่งทำให้เธอมีชื่อเสียงมากที่สุด และได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยมครั้งแแรกโดยแสดงเป็นภาษาฝรั่งเศส
      ความสามารถของมาริยงเปรียบประดุจกิ้งก่า เพราะเธอสามารถหลอมรวมบุคลิกภาพกับบทบาทที่ได้รับแล้วถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียน กระทั่งเพื่อนนักแสดงมากฝีมืออย่างเคต บลันเชตต์ (Cate Blanchett) ยังชื่นชมและเรียกเธอว่า “อัจฉริยะ” – – ฉันคิดออกละว่าควรถามถึงอะไร (หรือใคร) เวลาสัมภาษณ์พูดคุยกับมาริยง ขณะที่ฉันอยู่คนเดียวสักไม่กี่นาที และจ้องไปที่หนังสือ Parisian study ก็มีสุภาพบุรุษหนวดเครางามดูภูมิฐานสองคนจ้องกลับมาที่ฉันอย่างจริงจังจากจุดภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ แล้วมาริยงก็เดินเข้ามาในเดรส Biyanผ้าพริ้วสีขาวลายดอกไม้ และฉันก็เข้าใจทันทีว่าทำไมนิโคล คิดแมนถึงเคยบอกว่าเธอ ‘สวยราวกับนางฟ้า’

      แม้ว่าการถ่ายทำภาพปกของบาซาร์จะใช้เวลาทั้งวัน แต่ดูเหมือนมาริยง โกตียาร์ยังคงร่าเริงและมีพลังเมื่อมองเห็นตากลมโตของเธอเป็นประกายพร้อมผิวอันเปล่งปลั่ง เธอดีใจจริงๆ กับการนัดพบครั้งใหม่ในฐานะแอมบาสซาเดอร์ของชาเนล เพราะมีความสัมพันธ์กับแบรนด์มายาวนาน “มันเหมือนการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง…ชาเนลร่วมเดินทางเป็นเพื่อนฉันมาตลอดโดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญมากในอาชีพของฉัน” เธอกล่าวต่ออย่างไพเราะถึงชาเนลนัมเบอร์ 5 “ตอนฉันเป็นวัยรุ่นอายุราว15 แม่ได้ซื้อชาเนล นัมเบอร์ 5 ให้เพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่ง เพราะเธออยากได้ของขวัญที่มีความเป็นฝรั่งเศสที่สุด ฉันก็เลยชอบตั้งแต่นั้นมา มันลึกลับ ยูนีก” มาริยงบอกอีกว่าเธอชอบใจที่มันเป็นน้ำหอมแรกที่สร้างสรรค์โดยนักออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงผู้ซึ่ง ‘เปรี้ยวเก๋ และล้ำสมัยในยุคนั้น’
      วันก่อนหน้านั้น ภายใต้เงื่อนไขของความลับทั้งหมด ฉันเคยเห็นแคมเปญโฆษณาที่สำนักงานใหญ่ของชาเนลในลอนดอน ถ่ายทำโดยผู้กำกับชาวสวีเดน โยฮัน เรคก์ (Johan Renck) เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกชวนฝันที่ตรงกันข้ามกับความสมจริงของผลงานภาพยนตร์เรื่อง Chernobyl ยอดฮิตของเขาอย่างสิ้นเชิง โดยเราจะเห็นผู้หญิงโดดเดี่ยวคนหนึ่งท่ามกลางคืนหิมะตกในปารีสที่เงียบสงัด เธอสวมชุดสีดำขาวยืนพิงอยู่บนสะพาน และจ้องมองพระจันทร์เต็มดวง ทันใดนั้นเธอก็พบว่าตัวเองอยู่บนพื้นผิวพระจันทร์ที่ขรุขระ สวมใส่ชุดราตรีสีทอง สร้างสรรค์โดยวีร์จินี วียาร์ (Virginie Viard) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชุดที่มาดมัวแซลล์ชาเนลใส่ตอนเต้นรำอย่างดุเดือด และมีความเชื่อมโยงกับชายแปลกหน้าผู้หล่อเหลาอย่างสมบูรณ์แบบ โดยฉากสุดท้ายเราจะเห็นเธอกลับคืนสู่สภาพเดิมบนสะพาน (le Pont Louise-Philippe) พร้อมคู่เต้นที่ยิ้มอยู่ข้างเธอ ซึ่งมาริยงก็ได้แสดงในบทเพลง ‘Team’ ของศิลปิน Lorde (นอกเหนือจากพรสวรรค์ด้านการแสดง เธอยังเป็นนักดนตรีและนักร้อง)

      “เมื่อเรามีประเด็นพูดคุยที่สร้างสรรค์ เช่นเราอยากทำอะไร หรือคิดอยากทำบางสิ่งบางอย่างที่ง่ายและสุดโต่ง จะว่าไปผู้หญิงคนนี้จะเป็นอิสระและสนุกสนาน” มาริยงอธิบาย แตกต่างจากวิธีการของเธอในภาพยนตร์สารคดีที่สะท้อนบุคลิกลักษณะของตัวเอง “ผู้หญิงคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของฉัน – -ในแง่จิตวิญญาณที่เป็นอิสระ”
      ความรักในการผจญภัยของเธออยางแท้จริงวัดกันได้จากการเดินทางไปแอนตาร์กติกาในฐานะ Greenpeace Ocean Ambassador หลังจากถ่ายทำแคมเปญ Flying to the moon เสร็จเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งมีความแตกต่างกันมากและค่อนข้างยากลำบากอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเน้นย้ำถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลภาวะเป็นพิษ และอุตสากรรมประมงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตในทะเลตลอดจนประชากรเพนกวิน “มันคือหนึ่งในสถานที่ๆ สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในชีวิตจริงๆ” มาริยงกล่าวอย่างนุ่มนวล “มันแทบจะแตะต้องไม่ได้ แต่เราสัมผัสถึงพลังงานของมันที่บอกให้รู้ถึงความจริงที่ว่าเราหาซื้อไม่ได้ และขายอะไรไม่ได้เลย…”

      หากพูดถึงชีวิตบนเรือกรีนพีซ “ลึกซึ้งและจริงจัง…ร่ำรวยการพูดคุย การที่พวกเราได้เห็นการลดจำนวนของประชากรเพนกวิน หรือพลาสติกในพื้นที่ๆ ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่นั้นมันน่ากวนใจมาก ตลอดการเดินทางจากขั้วโลกหนึ่งไปอีกขั้วโลกหนึ่งเป็นการพยายามเปิดหูเปิดตาให้ทุกคนเห็นแจ้งว่าอะไรสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่ตั้งกฎระเบียบสำหรับพื้นที่เหล่านี้ พวกเราอยู่ตรงนั้นเพื่อดึงดูดความสนใจแก่โปรเจ็คท์นี้” เธอถอนหายใจ “และพอฉันกลับมาก็รู้สึกว่ามันเป็นเพียงสองสามสัปดาห์ที่เกิดวิกฤตต่างๆ”

      มาริยง โกตียาร์รู้ซึ้งถึงผลกระทบของโรคระบาดทั่วโลกมากกว่าพวกเราหลายคนเมื่อได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Contagion ที่น่าขนลุกแห่งปี 2011″ตอนพวกเขาเขียนบท พวกเขาทำงานกับนักวิทยาศาสตร์และองค์กรอนามัยโลก (WHO) ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงถูกต้องและแม่นยำ” เธอกล่าวต่ออีกว่า “แต่พวกเราไม่เคยฟังอะไรจริงจัง กลับพยายามรักษามัน (แม้อาจจะสายเกินไป) พวกเราอาจต้องการปรับความคิดและมุมมองเกี่ยวกับหายนะที่เกิดขึ้น และแน่นอน – – สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงคือหนึ่งในความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ หากเราไม่ทำอะไรกันเลย”
      พันธสัญญาระหว่างมาริยงกับสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว โดยอ้างอิงถึงคุณย่าชาวเบรอตงของเธอเองว่าเป็นแรงบันดาลใจในช่วงต้น “เวลาย่าทำอาหาร ย่าจะไม่ใช้อะไรเสียของเลย และพ่อแม่ของฉันก็อบรมสั่งสอนให้เชื่อเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเคารพ – – เคารพสถานที่ๆ เราอยู่อาศัย พร้อมกับตระหนักถึงผลกระทบที่เรามี”

      ในปี 2011 มาริยงได้สร้างภาพยนตร์หลายเรื่องเกี่ยวกับการทำลายป่าฝนโดยบริษัทตัดไม้ และหลายปีต่อมาก็เกิดแคมเปญต่อต้านการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ (Belo Monte Hydroelectric Dam) ในประเทศบราซิล จากนั้นในปี 2013 เธอได้ร่วมประท้วงต่อต้านการกักขังนักเคลื่อนไหวกรีนพีซ 30 คนของประเทศรัสเซีย โดยจัดฉากการรื้อถอนที่คุมขังด้านนอกพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) เธอตระหนักอย่างเจ็บปวดถึงการมีอาชีพนักแสดง หรือการทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ยากและน่ากลัว เพราะหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้จริงๆ “จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมออเดรย์ เฮปเบิร์น  (Audrey Hepburn) ถึงเลิกการแสดง” ซึ่งเธอเคยพูดไว้

      ดูเหมือนว่าตอนนี้มาริยง โกตียาร์ พบหนทางที่จะนำแพชชั่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมารวมตัวกันในโปรเจ็คท์ล่าสุดของเธอ ‘Bigger Than Us’ สารคดีที่เธอผลิตเองกับมือเพื่อเน้นย้ำให้พวกเราเห็นถึงความมานะพยายามของเหล่านักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ทั่วโลก “มีหญิงสาวคนหนึ่งทำงานเกี่ยวกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน อีกคนหนึ่งทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพลี้ภัย และนักเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงคนอื่นๆ นั้นก็มาจากบาหลี ซึ่งเขาเองจัดการดูแลเรื่องการต่อต้านถุงพลาสติกที่นั่น อีกทั้งยังมีหนุ่มอีกคนในบราซิลผู้ซึ่งจัดทำหนังสือพิมพ์ในสลัม…” มาริยงอธิบายและให้คำจำกัดความถึงผลงานภาพยนตร์สารคดีว่ามี “ความลึกซึ้ง ชาญฉลาด เกาะติดสถานการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมากมาย – – มันคือภาพที่สวยงามที่เราได้เห็นคนหนุ่มสาวลงมือทำ” เธอกล่าวอีกว่า “ถ้าฉันเคยเห็นอะไรแบบนี้ตอนยังเป็นเด็ก มันน่าจะให้พลังมหาศาลแก่ฉันที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง”
      ถ้าเช่นนั้นเธอเสียใจที่เลือกอาชีพนักแสดงหรือไม่ – – “ฉันมีเพื่อนหลายคนที่เป็นนักเคลื่อนไหว” เธอกล่าว “แต่ฉันก็ไม่ถึงขั้นอุทิศชีวิตเพื่อการต่อสู้ได้ และรู้สึกประทับในตัวพวกเขามาก กลุ่มคนที่สู้ทุกวันเพื่อเรียกร้องความตระหนัก เปิดหูเปิดตาประชาชน ยืนหยัดด้วยสาเหตุต่างๆ ซึ่งฉันคงจะเศร้าเกินไป และต้องการทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์”

      ซึ่งความต้องการดังกล่าวฝังอยู่ในยีนของเธอเมื่อเป็นลูกสาวของนักแสดงและผู้กำกับ “ฉันแค่หลงใหลการใช้ความคิดสร้างสรรค์ผ่านชีวิตของพ่อแม่” เธอกล่าว “มันมีพลังมากมายในบ้าน แล้วพอมีประสบการณ์ด้านการแสดงด้วยตัวเอง ฉันก็รู้สึกได้ว่ามันแข็งแกร่งในตัวฉันขึ้นมาทันที ครั้งแรกคือในซัมเมอร์แคมป์ ฉันได้เล่นละครตอนท้าย และรู้สึกว่ามีบางสิ่งเขย่าฉัน ฉันเล่นเป็นแม่บ้านทำความสะอาด และปฏิกิริยาตอบกลับของคนดูคือ พวกเขาหัวเราะและมาหาฉันภายหลัง…นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นชีวิตของฉัน” มาริยงอธิบายถึงตัวเองประหนึ่งคนเซนซิทีฟ เป็นเด็ก’แปลก’ ซึ่งเธอเคยจินตนาการเรื่องราวเอง และเล่นเป็นเกรต้า การ์โบ (Greta Garbo) ในห้องนอนของเธอ “ตอนเป็นเด็ก ฉันคิดจริงๆ ว่าฉันไม่มีความสุขเลย เพราะฉันเกลียดตัวเอง” เธฮพูดอย่างตรงไปตรงมา “ฉันเป็นคนที่ยิ่งกว่าขี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม และไม่เคยเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์…ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงกลายเป็นนักแสดง เพราะฉันอยากทำความเข้าใจ”
      มาริยงเข้าเรียนศิลปะการแสดงใน Conservatoire d’Art Dramatique แห่งเมืองออร์เลอองส์ (Orléans) ซึ่งพ่อของเธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น “ปีแรกช่างโหดร้าย” เธอกล่าว “และต่อมาก็เริ่มพบผู้คนที่ฉันสามารถเปิดใจ และเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองทีละนิด”

      ตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา มาริยง โกตียาร์ มีความสัมพันธ์กับกิโยม กาเน่ต์ (Guillaume Carnet) ผู้ซึ่งแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Beach และเป็นทั้้งผู้กำกับและนักแสดงในภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Tell No One พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนคือ มาร์เซล (Marcel) ลูกชายวัย 9 ขวบ กับหลุยส์ (Louise) ลูกสาววัย 3 ขวบ โดยทั้งสี่ต่างใช้เวลาร่วมกันในล็อกดาวน์ที่บ้านของครอบครัวทางตอนใต้ของฝรั่งเศส “ฉันค้นพบว่าช่วงเวลานั้นน่าสนใจมาก” เธอรำพึง “สำหรับทุกคนที่ถูกกักบริเวณ ช่วงเวลาที่พวกเราหยุด ฉันพบบางสิ่งที่ช่วยบรรเทา รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในโลกอย่างแท้จริง และฉันคิดว่ามนุษย์หลายคนรู้สึกเช่นนั้น” เธอยิ้มน่ารักแฝงความขี้เล่น “ไม่กลัวพลาดอีกต่อไปแล้ว! แต่ฉันก็ยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับโลก ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม”

      ถ้าไม่ติดวิกฤตโคโรน่าไวรัส เธอก็คงจะเดินทางทำงานตลอด “ฉันมีแพลนที่จะร่วมเทศกาลเมืองคานส์กับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่แล้วก็ไม่ได้ไป ดังนั้นฉันเลยมีเวลาพักเป็นพิเศษและชอบมันมากจริงๆ ฉันได้ทำอาหารบ่อย ใช้เวลาเกือบทั้งหมดกับลูกๆ มันน่ามหัศจรรย์ เหมือนเป็นของขวัญหากมองในด้านบวก”

      เธอบอกว่าในอดีตเคยรู้สึกว่า “มันแปลกที่มีความสุขในโลกที่มืดและสับสนวุ่นวาย มักจะมีบางอย่างเสมอในความรู้สึกนึกคิดของฉันที่บอกว่า อย่าแฮปปี้มากเกินไป แต่ปีนี้ฉันไม่คิดแบบนั้นแล้ว คุณควรจะปล่อยตัวเองให้มีความสุขเต็มที่เพื่อปลดปล่อยพลังบวกนี้…มันดีและไม่ได้ดีแค่กับตัวคุณเองเท่านั้น ฉันสามารถมองเห็นพลังบวกรอบตัวผู้คนที่ฉันแบ่งปันความสุขด้วย มันเกี่ยวกับความสุขของการมีชีวิตอยู่”
       มาริยง โกตียาร์เข้าสู่วัย 45 ปีปลายเดือนกันยายน พร้อมบอกว่าสนุกกับการแก่ขึ้น “จากอินเนอร์ของฉัน…บ่งบอกถึงประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและรู้จักตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความสัมพันธ์ของฉันและโลก” หากมองทางด้านร่างกาย คือความแตกต่างซึ่งเลี่ยงไม่ได้ “ฉันต้องซื่อสัตย์กับตัวเองแม้ว่ามันจะน่ากวนใจก็ตาม” เธอสารภาพ “ในฐานะนักแสดง คุณมองเห็นตัวเองใกล้มาก เห็นความเปลี่ยนแปลง และฉันก็ไม่สนุกกับมัน นี่คืองานที่ต้องยอมรับ…ตามแต่ที่มันเป็น” ฉันจ้องไปที่จอภาพและพยายามจ้องมองหาริ้วรอยบนผิวเนียนของเธออย่างไร้ประโยชน์ ตลอดจนเงาใต้ดวงตาของเธอ สิ่งที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้าคือ มาริยง โกตียาร์เป็นไอคอนตัวจริง เสน่ห์และรูปลักษณ์ของเธอไร้กาลเวลา…

TAG

Related Stories

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ผ่านเสื้อผ้าที่มีความซีทรู ซึ่งถูกนำมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองทางรูปทรงในปัจจุบันที่เฉียบขาด
คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว