หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศนาน 7 เดือน โลกกลับเป็นดาวเคราะห์ที่ Terry Virts ชื่นชอบที่สุด

ฉลองครบรอบ 50 ปีภารกิจพิชิตดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11 ไปกับ Omega และอดีตนักบินอวกาศนาซ่า
ตอนเด็กๆ พ่อแม่และครูเคยหยิบยื่นหนังสือเกี่ยวกับดวงดาวให้เราอ่าน เรารู้สึกว่าจักรวาลนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด และคงจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่มนุษย์ตัวเล็กๆ นั้นจะเดินทางไปเห็นและสัมผัสได้ทั้งหมด แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อ เทอร์รี่ ดับเบิ้ลยู เวิร์ตส์ (Terry W. Virts) กลับมองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นความน่าหลงใหล เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับยานอพอลโล 11 ที่ไปสำรวจดวงจันทร์ตั้งแต่ยังอยู่ชั้นอนุบาล ภาพเครื่องบิน กระสวยอวกาศ และกาแล็กซี่ต่างๆ คือสิ่งที่จุดประกายความฝันให้เขาอยากเป็นนักบินอวกาศ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่วันหนึ่งเขาก็ทำมันได้สำเร็จ เขาเข้าทำงานกับกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1989 มีประสบการณ์ชั่วโมงบินกว่า 3,000 ชั่วโมงในกว่า 40 ประเภทเครื่องบิน ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงานเป็นนักบินอวกาศของนาซ่าตั้งแต่ปี 2000
เขาเคยไปใช้ชีวิตกว่า 7 เดือนในอวกาศ มีประสบการณ์ทั้งการขับยานอวกาศ Endeavor เป็นผู้บังคับการสถานีอวกาศ International Spcae Station (ISS) รวมถึงปฏิบัติภารกิจสเปซวอล์ก 3 ครั้ง และยังทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในอวกาศอีกหลายอย่าง สิ่งที่โดดเด่นคือเขามักจะถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพบเห็นในอวกาศเอาไว้ และได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือหลายต่อหลายเล่ม แม้เทอร์รี่ เวิร์ตซ์ จะเกษียณการทำงานกับนาซ่าไปแล้วเมื่อปี 2016 แต่ยังคงได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายให้ความรู้และบอกเล่าประสบการณ์ของเขาอยู่ตลอด ในโอกาสเฉลิมฉลองครบ 50 ปีภารกิจพิชิตดวงจันทร์ของโครงการสำรวจดวงจันทร์อพอลโล 11 นับตั้งแต่นีล อาร์มสตรอง และบัซ อัลดริน ประทับรอยเท้าลงบนดวงจันทร์อย่างกล้าหาญในปี 1969 โอเมก้า (Omega) จึงได้จัดงานระลึกถึงเหล่าวีรบุรุษอีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญเทอร์รี่ เวิร์ตซ์ มาร่วมงานที่ประเทศไทย เพื่อเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษอย่าง Omega Speedmaster Apollo 11 limited edition ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,014 เรือนด้วย
ก่อนงานจะเริ่มในช่วงค่ำคืนของวันที่ 6 สิงหาคม ที่ One Bangkok เรามีโอกาสได้พบและพูดคุยกับเทอร์รี่ในช่วงกลางวัน สิ่งแรกที่เรารู้สึกได้คืออดีตนักบินอวกาศผู้ที่เคยเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่สูงถึงนอกโลกกว่า 7 เดือน กลับดูไม่มีอีโก้อะไรอยู่ในตัวเลย เขาทักทายเราอย่างเป็นกันเองและนั่งลงเพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ในอวกาศให้ฟัง “ครั้งแรกที่ผมเดินทางออกไปนอกโลก ผมไม่มีความรู้สึกกลัวหรือกังวลใดๆ เลย มีแต่ความรู้สึกเดียวคือ ‘ว้าว’มันสวยงามมาก ผมได้มองเห็นทั้ง East Coast ของอเมริกาผ่านหน้าต่าง แล้วคิดว่าเฮ้นั่นมันเมืองที่ผมเติบโตมา มันมหัศจรรย์จริงๆ”เทอร์รี่ เวิร์ตซ์กล่าว
“การอยู่ในอวกาศ ทั้งทีมจะมีตารางตั้งแต่เช้าถึงเย็น เราต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง ต้องมีประชุมตอนไหน สำหรับร่างกายเราจะรู้สึกเหมือนเวลาก็เท่าๆ กับบนโลก เพราะมันคือการตื่นขึ้นมา ทำนู่นทำนี่ รู้สึกเหนื่อย แล้วก็หลับพักผ่อน แต่สิ่งที่เห็นมันไม่เหมือนกันครับ เพราะว่าเรากำลังเคลื่อนตัวไปเร็วมากๆ เราจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกทุกๆ ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นถ้าเราต้องมารอพระอาทิตย์ขึ้นและตกเพื่อแบ่งกลางคืนกลางวันแบบตอนที่อยู่บนโลก เราคงจะเป็นบ้าแน่ๆ เราจึงต้องพึ่งพานาฬิกาว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว เพราะถ้าเราดูจากนอกหน้าต่าง เราไม่มีทางบอกได้เลยว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว” นาฬิกาที่เทอร์รี่สวมใส่ขึ้นไปบนอวกาศและใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานบนนั้นคือโอเมก้า แบรนด์นาฬิการะดับโลกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจในอวกาศมาเนิ่นนาน ตั้งแต่เมื่อครั้งภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษยชาติเมื่อปี 1969
“ผมใช้โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ สำหรับชุดสเปซสูท แต่รุ่นที่ผมใช้ในการทำงานทุกวันจะเป็นรุ่น Speedmaster X-33 ซึ่งบอกเวลาได้ 2ไทม์โซน และมีฟังก์ชั่น Mission Elapsed Time เพื่อนับว่าเราใช้เวลาไปเท่าไรแล้ว สามารถตั้งเวลาเตือนและนับถอยหลังได้ด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์มาก ทุกๆ วันตลอด 7 เดือน ผมจะตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อตื่นและทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ” อันที่จริงเทอร์รี่ชื่นชอบโอเมก้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นในภาพโฆษณา Speedmaster Moon watch เป็นภาพบัซ อัลดรินที่ไปดวงจันทร์ ซึ่งเป็นภาพที่มีพลังมาก และนาฬิกาSpeedmasterก็เป็นนาฬิกาหนึ่งเดียวที่ผ่านการทดสอบจากนาซ่าว่าเหมาะจะสวมใส่ในอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วง ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนโลกเลย ทั้งอุณหภูมิที่ต่างสุดขั้ว รวมไปถึงความเร็วและแรงของจรวด
หลายคนอยากรู้ว่าสำหรับนักบินอวกาศที่ลอยเคว้งคว้างอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งของกาแล็กซี่นั้น มีเวลาว่างไหม มีวันหยุดหรือเปล่า และพวกเขาทำอะไรแก้เบื่อ “แน่นอนครับ เรามีวันหยุด มีช่วงเวลาที่ไม่ต้องปฏิบัติภารกิจ และสิ่งที่ผมชอบทำเมื่อมีเวลาว่างก็คือการถ่ายรูป จริงๆ แล้วนักบินอวกาศทุกคนจะได้รับการเทรนนิ่งเรื่องการถ่ายรูปอยู่แล้ว ทุกคนใช้กล้องเป็น แต่ไม่ใช่นักบินอวกาศทุกคนจะมีแพสชั่นกับเรื่องนี้ ส่วนผมเป็นคนประเภทแบบว่า คนอื่นต้องบอก ‘เฮ้ หยุดถ่ายรูปได้แล้ว’”เขาหัวเราะ

“ผมฝึกถ่ายรูปมาตั้งแต่กล้องฟิล์มแล้วก็มีกล้องหลายแบบ ผมชอบถ่ายทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นในอวกาศ แต่บนนั้น แสงกลางวันจะจ้ามาก ส่วนแสงกลางคืนก็จะมืดสุดๆ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมจึงเป็นการถ่ายภาพกลางคืน เพราะต้องปรับให้กล้องเปิดรูรับแสงค่อนข้างนาน (slow exposure) ในขณะที่เรากำลังเคลื่อนตัวไปแบบเร็วมากๆ ถ่ายกลางวันเราโฟกัสกับบางอย่างได้ แต่ถ่ายกลางคืนนี่เป็นเรื่องยากที่จะโฟกัส ถ้าตั้งค่าไม่เหมาะสม มันก็จะเบลอหมด” และไม่ใช่แค่เรื่องถ่ายรูปที่ยาก เพราะในอวกาศนั้นไม่มีแรงดึงดูดเหมือนโลก แม้แต่สิ่งที่เราทำกันในชีวิตประจำวันอย่างการใส่เสื้อผ้าหรือแปรงฟัน ก็ยังเป็นสิ่งที่ยากเลย ลองคิดภาพเรากำลังหยิบกางเกงในมาเตรียมจะใส่แต่มันกลับหลุดลอยออกไปอีกทาง, การแปรงฟันที่ไม่สามารถบ้วนน้ำได้แต่ต้องกลืนทุกอย่างเข้าไป เสื้อผ้าที่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซักและใส่ซ้ำไปเป็นเดือน ขณะที่อาหารส่วนมากก็เป็นอาหารกระป๋องเหมือนอาหารแมว และน้ำเปล่าที่แพงมากๆ 1 ลิตร ราคาประมาณ 1ล้านบาท ทุกอย่างเป็นสิ่งที่นักบินอวกาศต้องปรับตัว แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากในชีวิตหนึ่ง
ดังนั้นดูเหมือนว่านาทีแรกที่เขาได้กลับสู่โลกจะเป็นช่วงเวลาที่เขาดีใจมากๆ ใช่หรือเปล่า “เวลาผมใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศ ผมไม่เคยมีความรู้สึกแย่อะไร ไม่เคยรู้สึกว่าโอยไม่ไหวแล้วอยากจะกลับโลกเดี๋ยวนี้ ผมเอนจอยทุกอย่างตรงหน้ามากกว่า ส่วนความรู้สึกตอนที่ผมได้กลับสู่โลกน่ะเหรอ ผมมึนหัวและรู้สึกหนักไปหมดด้วยแรงโน้มถ่วง เหมือนมีแม่เหล็กพลังมหาศาลดูดผมให้ติดกับโลก แต่ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในหนังมาร์เวลเลย”
แล้วหลังจากที่เดินทางไปในอวกาศมามากมาย ดาวเคราะห์ดวงไหนที่เทอร์รี่ เวิร์ตซ์ชื่นชอบมากที่สุด “ตอนเด็กๆ ผมชอบยาน Voyagerที่เดินทางไปดาวพฤหัสและดาวเสาร์ ทุกๆ ซัมเมอร์ ผมจะตั้งตารอนิตยสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวของดาวเหล่านี้ ผมยังชอบดาวอังคาร เพราะดูมีหลายสิ่งหลายอย่างให้น่าไปสำรวจ แต่หลังจากที่ผมเดินทางไปอวกาศมาแล้ว ดาวเคราะห์ที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นโลก เพราะมันสวยและมันเป็นที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นที่เดียวที่มนุษย์เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไปอีกนานเท่านาน”

TAG

Related Stories

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ผ่านเสื้อผ้าที่มีความซีทรู ซึ่งถูกนำมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองทางรูปทรงในปัจจุบันที่เฉียบขาด
คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว