เจาะลึกถึง 10 ปีแห่งความสำเร็จของ PAINKILLER แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย

ยาสุดวิเศษที่รังสรรค์ขึ้นโดยฝีมือ 3 พี่น้อง
ยาแก้ปวดที่บรรเทาอาการต่างๆ ให้กับวงการแฟชั่นผู้ชายไทยเม็ดนี้ใช่เวลาบ่ม คิดค้น และสร้างสรรค์มากร่วม 10 ปี โดยสามพี่น้องตระกูล เฑียรฆประสิทธิ์ นำโดย ภูมิศักดิ์, ธีรวัฒน์ และสิริอร ที่นำเสนอแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายสุภาพบุรุษ จนปัจจุบัน PAINKILLER ได้กลายเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่ทั้งวงการต้องจับตามอง เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทางเเบรนด์ได้มีการฉลองครบรอบ 10 ปี พร้อมเปิดตัวคอลเลคชั่น “When Love Blooms” Spring /Summer 2019 เสื้อผ้าที่มีโครงสร้างเรียบง่ายแต่มีกลิ่นอายความขบถ แฝงไว้ด้วยข้อคิด ทัศนคติ และศิลปะอย่างเต็มเปี่ยม
วันนี้ทีมบาซาร์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อร หรือ สิริอร น้องสาวคนสุดท้องของบ้าน เฑียรฆประสิทธิ์ ถึงเส้นทางนับตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบันของยาแก้ปวดสุดอัศจรรย์เม็ดนี้ที่เป็นยาวิเศษชนิดที่ใครๆ ก็อยากจะมีไว้ครอบครอง
Harper’s BAZAAR: ปีนี้แบรนด์ครบรอบ 10 ปีแล้ว อะไรคือความแตกต่างของแบรนด์ระหว่างปีแรกและปัจจุบัน
Siriorn: ตอนเริ่มทำงานช่วงแรก เราสื่อถึงตัวเองเต็มที่ แต่พอ 10 ปีผ่านไปเราเริ่มปรับตัวหาลูกค้าซึ่งมันก็เป็นจุดที่ดี เหมือนเรามีกระบวนการคิดในมุมลูกค้ามากขึ้น แล้วก็ยังคงความเป็นตัวเองได้อยู่ ทำให้เกิดเป็นความสมดุลที่พอดีกับตัวแบรนด์

HB: อะไรคือเอกลักษณ์ของ PAINKILLER ในปัจจุบันที่ทำให้แบรนด์ต่างจากแบรนด์ menswear อื่นๆ
S: การสร้างสรรค์ทุกคอลเลกชั่นของ PAINKILLER เปรียบเสมือนการเล่าเรื่อง โดยผ่านการค้นหาข้อมูลมาอย่างจริงจัง และแบรนด์ของเรามักจะมีกลิ่นอายความโรแมนติก อาจจะเพราะว่าอรเป็นผู้หญิงก็เลยอาจจะมีความหวานและความละเอียดอ่อนกว่าเสื้อผ้าผู้ชายทั่วไป

HB: อะไรคือเคล็ดลับในการขับเคลื่อนแพสชั่นของคุณอร
S: อรเชื่อว่ามันคือการที่เราโตไปกับแบรนด์ อันที่จริงอรก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นมาเพื่อที่จะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง เมื่อก่อนฝันของอรคืออยากเป็นนักเขียนการ์ตูนแต่มันเป็นอาชีพที่แคบไปหน่อย จึงหันมาเอาดีทางด้านออกแบบเสื้อผ้าเพราะการทำคอลเลกชั่นขึ้นมาอันหนึ่งก็เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องผ่านเสื้อผ้าและลายพิมพ์แต่ชิ้นและยังสามารถเปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อยๆ อีกด้วย ในแต่ละปีที่เราโตขึ้น การเล่าเรื่องของเราก็เปลี่ยนแปลงไปและมีความลึกซึ้งมากขึ้น อันที่จริงอรจะมีลิสต์แรงบันดาลใจต่างๆ ที่เก็บเป็นสต็อกไว้ แต่จะค่อยๆ คิดใตร่ตรองก่อนจะหยิบแต่ละแรงบันดาลมาใช้ตามช่วงเวลาและวัยของเราที่เหมาะสม
HB: เบื้องหลังการสร้างแบรนด์มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง
S: พูดเลยว่ายากอยู่ ความยากอยู่ตรงที่ความสม่ำเสมอของตัวตนแบรนด์ ด้วยความที่เราเป็นดีไซเนอร์ บางที่ก็อาจจะเผลอหลุดโคจรไปบ้าง อยากเปรี้ยว อยากลองทำอะไรแปลกใหม่มากๆ แต่เราก็ทำไม่ได้เพราะดีเอ็นเอของแบรนด์มันครอบคลุมเราอยู่ การที่จะสร้างความสมดุลของแบรนด์จึงเป็นสิ่งที่อรคิดว่ายาก

HB: Painkiller มักจะชอบใช้แรงบันดาลใจที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยและผ้าไทย มีกรรมวิธีความคิดแบบไหนที่สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ดูเหมาะกับยุคสมัยนี้?
S: จริงๆ แล้วอรค่อนข้างจะชื่นชอบในประเด็นนี้ หากให้เล่าย้อนไปก็คืออรเริ่มเป็นดีไซเนอร์ด้วยวัยเพียง 19 ปี แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อรจะส่งออกเสื้อผ้าจำนวนเยอะ แต่ตัว buyer กลับบอกว่าจะขอนำเสนอลูกค้าว่าตัวดีไซเนอร์เป็นคนฝรั่งเศสแทนที่จะเป็นคนไทยได้ไหมเนื่องจากภาพลักษณ์ของประเทศไทยช่วงนั้นไม่ค่อยดีสักเท่าไร ซึ่งด้วยความเด็กของเราเมื่อตอนนั้นก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้เท่าไร เเต่เมื่อเราโตความคิดเราก็เปลี่ยนไป เราอยากจะหาเอกลัษณ์ความเป็นไทยที่สามารถเข้ากับตัวแบรนด์ได้อย่างลงตัว จึงลองนำเอาผ้าไทยมาปรับใช้ให้เข้ากับเสื้อผ้าของเราดู นี่เเหละคือหน้าที่ของเราในฐานะดีไซเนอร์ไทยคนหนึ่ง   
HB: เล่าถึงความเป็นมาของชื่อ PAINKILLER ให้ฟังหน่อย
S: อย่างที่ทุกคนรู้ว่า PAINKILLER แปลว่ายาแก้ปวด ซึ่งอรอยากจะสื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์เราก็เปรียบเสมือนยาตัวนี้สำหรับผู้ชาย เพราะไม่ว่าจะหยิบเสื้อผ้าชิ้นไหนมาก็สามารถนำมาแมตช์กันได้ไม่ยาก  ลดแก้อาการปวดหัวในการแต่งตัวไปได้เยอะที่เดียวเลยล่ะ ในขณะเดียวกันคนที่ทำงานกับแบรนด์เราก็จะไม่มีการโดนกดขี่ใดๆ ทุกคนมาทำงานด้วยกันอย่างเท่าเทียม นี่ก็คืออีกอาการหนึ่งที่ยาแก้ปวดเม็ดนี้จะบรรเทาให้หายได้

HB: 3 พี่น้องมีการแบ่งหน้าที่และบทบาทในการทำงานอย่างไรบ้าง
S: ทั้ง 3 คนจะมีหน้าที่แบ่งกันชัดเจนค่ะ อรจะมีหน้าที่เป็นต้นคิดเรื่องแรงบันดาลใจและค้นหาข้อมูลให้ทุกคน สเต็ปถัดไปก็คือพี่โอที่จะออกแบบลายผ้าและกราฟฟิกหลักๆ ของคอลเลกชั่น ส่วนพี่โม่จะเป็นเหมือนตัวแทนลูกค้า เขาจะช่วยดูเรื่องเทรนด์ให้เหมาะสมกับแต่ละคอลเลกชั่นและไม่ดูแรงเกินไป เพราะบางทีความเป็นดีไซเนอร์ของอรอาจจะหลุดกรอบดีเอ็นเอของแบรนด์ไปบ้าง นอกจากที่พี่โม่ก็จะดูแลในส่วนของการจัดหน้าร้านและพีอาร์ของแบรนด์
HB: คิดอย่างไรเกี่ยวกับเทรนด์ Gender Fluid
S: ความเป็น Gender Fluid นี้เริ่มต้นมากตั้งแต่คอลเลกชั่นแรกของ PAINKILLER เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้วค่ะ โดยคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ก็คือเราไม่อยากให้คนแบ่งเพศแต่ให้มองลึกไปถึงความสามารถของแต่ละคนมากกว่า แม้ว่าเราทำแบรนด์ menswear แต่กลับมีลูกค้าผู้หญิงมาซื้อใส่ไม่ใช่น้อย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราภูมิใจ แต่มีช่วงหนึ่งเราก็คิดลองทำเสื้อผ้าผู้หญิงขึ้นมา ซึ่งก็เริ่มมีกลุ่มลูกค้าใหม่แต่ลูกค้าเก่ากลับบอกว่าพวกเธอพอใจที่จะสวมเสื้อผ้าผู้ชายของแบรนด์เรามากกว่าเสื้อผ้าผู้หญิง อรจึงต้องการนำเสนอให้ทุกคนเห็นว่าเมื่อนางแบบสวมใส่เสื้อผ้าของ PAINKILLER แล้วมันก็มีเสน่ห์อะไรบางอย่างที่ทำให้หญิงสาวคนนั้นดูน่าจับตามองยิ่งกว่าใคร

HB: ก้าวต่อไปของแบรนด์ PAINKILLER ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร
S: เราก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะอยู่ถึงอีก 10 ปีหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วเราก็ฝันว่าอยากจะพัฒนาให้มันกลายเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ อย่างลองเพิ่มโปรดักต์อื่นๆ ที่เราไม่เคยทำมาก่อนอย่างเช่น คาเฟ่ สกินแคร์ ของแต่งบ้าน ให้มันกลายเป็นคอนเซ็ปต์สโตร์ เพราะเสื้อผ้ามันเชื่อมโยงได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งของคน แต่เราอยากที่จะสร้างแบรนด์ให้มันคอมพลีต ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง
HB: เคยคิดอยากจะพาแบรนด์โกอินเตอร์บ้างหรือไม่?
S: อันที่จริงเราเคยส่งออกเยอะมาก แต่มันสร้างผลกระทบให้คุณภาพเสื้อผ้าของเราลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้เราถอยหลังกลับมาตั้งหลักอีกครั้งเพื่อ เพราะอรค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับเรื่องการผลิตเกินจำนวนที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน จึงคิดว่าจะมุ่งหน้าไปทางจำหน่ายออนไลน์ซึ่งจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยุคดิจิตัลแบบนี้

HB: มุมมองเกี่ยวกับวงการ menswear ในประเทศไทย
S: ผู้ชายไทยอาจจะยังไม่เปิดใจ menswear เท่ากับที่ผู้หญิงไทยยอมรับดีไซเนอร์ไทย ผู้ชายบ้านเราส่วนมากจะชื่นชอบแบรนด์นอกมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะจำนวนแบรนด์ menswear ของไทยนั้นมีจำนวนน้อยเลยไม่สตรองเท่าที่มันควรจะเป็น
HB: อะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของแบรนด์
S: ทำงานหนัก (หัวเราะ) จริงๆ แล้วอรเชื่อว่าทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากแพสชั่นที้เรามีต่อแบรนด์ วางเเผนให้ดีและอย่าหยุดอยู่กับที่

HB: ฝากข้อคิดให้กับดีไซเนอร์เจ็นใหม่ที่อยากตามรอย PAINKILLER
S: อย่าคิดว่าทำงานในวงการแฟชั่นแล้วจะรวยเร็ว จะเริ่มทำแบรนด์ทั้งทีต้องมีการกัดฟันและความอดทนสูง หากมันจะสำเร็จก็สำเร็จ แต่หากมันไม่สำเร็จเราก็ต้องสู้ต่อไป อย่าเข้ามาวงการนี้เพราะคิดอยากจะหาเงินแต่ต้องรักในสิ่งที่เราทำ หากเรารักในสิ่งที่เราทำ เงินก็คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุข  
ก้าวต่อไปของ PAINKILLER เป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้มีโอกาสได้นั่งจิบกาแฟออร์แกนิคที่คาเฟ่ของแบรนด์นี้ก็เป็นได้

TAG

Related Stories

ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 
โดยบอกเล่าผ่านงานฝีมือและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเมือง Donegal ไปจนถึงเมือง Lochcarron
ครบทั้งหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท พร้อมเปิดรับสมัครชิงทุนในรูปแบบ Portfolio Contest รอบเทอมตุลาคม 67

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว