Milan Fashion Week Recap เก็บตกทุกโมเมนต์จากมิลานแฟชั่นวีค

ส่วนผสมของ Physical และ Digital Runway Show มีทั้งที่จัดโชว์ในรูปแบบเดิม คือมีผู้ชม และดิจิทัลโชว์
หลังจากในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มิลานแฟชั่นวีค ในส่วนของเมนส์แวร์ประเดิมการจัดแฟชั่นวีคครั้งแรกหลังการล็อกดาวน์ด้วยธีมดิจิทัลแฟชั่นวีค เช่นเดียวกันกับลอนดอนแฟชั่นวีค และในครั้งนี้ในส่วนของวูเมนส์แวร์ มิลานแฟชั่นวีคใช้ธีมว่า ‘Phygital’ อันเป็นส่วนผสมของ Physical และ Digital อันมีทั้งส่วนที่จัดโชว์ในแบบเดิม มีนางแบบ มีรันเวย์ มีผู้ชม และส่วนที่ยังเป็นดิจิทัลโชว์
ความท้าทายของการจัดมิลานแฟชั่นวีคในครั้งนี้ก็คือ แน่ใจแล้วหรือว่าจะมีการจัดโชว์แบบ ‘Physical’ ด้วย เพราะอย่าลืมว่าประเทศอิตาลี เป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด การตัดสินใจครั้งนี้ จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น วงการแฟชั่นก็จะถูกประณาม แต่ในขณะเดียวกัน หากเป็นไปด้วยดี มันก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามที่ทำให้เห็นว่าสังคมกลับมาเริ่มจัดงานในแบบ Physical ในแบบที่เคยจัดได้แล้ว 
สำหรับมิลานแฟชั่นวีคในครั้งนี้  Gucci ยังคงดำรงเจตนารมย์เดิมที่จะไม่ร่วมแฟชั่นวีคตามตารางปกติ และจะจัดโชว์ของตัวเองในเดือนพฤศจิกายน เปิดแฟชั่นวีคด้วย Fendi กับโชว์คอลเลกชั่นสุดท้ายในการทำงานของ Silvia Fendi ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับ Kim Jones มารับช่วงต่อในการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับสำหรับสุภาพสตรีของเฟนดิในคอลเลกชั่นต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นให้แก่วงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก เพราะ Kim Jones ทำได้ดีในส่วนของเสื้อผ้าและเครื่องแต่งงายสำหรับสุภาพบุรุษของ Dior Men และการมารับหน้าที่ที่ Fendi ในส่วนของเสื้อผ้าสุภาพสตรีครั้งนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์อย่างที่ Kim Jones ทำกับ Dior Men ก็เป็นได้
แต่ส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดของโชว์ Fendi ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการที่เฟนดิ รวมเอานางแบบนายแบบจยุค 80s กลับมาเดินบนรันเวย์อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น  Eva Herzigova Yasmin Lebon, Peggy Moffitt, Mark Vanderloo และ Penelope Tree ซึ่งคนหลังสุดนี่ หายหน้าไปจากรันเวย์ตั้งแต่ยุค 80s เลยทีเดียว
นอกจาก Fendi ที่จัดโชว์ในแบบ Physical แล้ว จะเห็นได้ว่าในมิลานแฟชั่นวีคครั้งนี้ แบรนด์ส่วนใหญ่ที่จัดโชว์ในแบบ Physical มักจะจัดขึ้นในสวนหรือเอาต์ดอร์ ทั้ง Etro, Sunnei, Max Mara, Ports 1961, Alberta Ferretti และ Philosophy โดยเฉพาะ Philosophy ที่จัดขึ้นในสวนสวยของ Casa degli Atellani ส่วนแบรนด์ที่อาจจะโชคร้ายสักหน่อยก็คือ Etro ซึ่งแต่เดิมวางแผนไว้ว่าจะจัดที่สวนของโรงแรม The Four Seasons แต่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกไม่หยุดจึงต้องเปลี่ยนแผนในแบบวินาทีสุดท้าย
สำหรับแบรนด์ที่เลือกนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลที่น่าสนใจมีทั้ง Marni ในรูปแบบงานวิดีโอสารคดีความยาว 15  นาที ซึ่งนำเสนอการใช้ชีวิตของสาวมาร์นีที่เลือกมาจากศิลปิน บุคคลผู้มีความสามารถ 48 คน ทั้งในนิวยอร์ก ลอนดอน ไปจนถึงเซี่ยงไฮ้ ตามติดชีวิตของสาวๆ เหล่านี้ในการใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่ไปซื้อของที่ร้าน นั่งแท็กซี่ ไปกินข้าวตอนกลางคืน ฯลฯ จะเห็นได้ว่ามีการคอลลาเบอเรชั่นกันกับนักสร้างภาพยนตร์จำนวนมาก อย่างในโชว์ของ Salvatore Ferragamo เอง ก็มีการนำเสนอภาพยนตร์สั้นโดยผู้กำกับฯ Luca Guadagnino ที่เคยทำ Call Me By Your Name นั่นไง
จะเห็นได้ว่าภายใต้สภาวะไม่ปกตินี้ แม้จะเต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆ มากมาย แต่นั่นก็เปิดทางให้แบรนด์แฟชั่นได้ใช้ความสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบในการนำเสนอโชว์ ไม่เพียงแค่รันเวย์โชว์อย่างเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่าง Prada ซึ่งครั้งนี้เป็นการร่วมงานกันกับ Raf Simons เป็นครั้งแรก (ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องรอดูว่า  Raf Simons จะช่วยต่อยอด Prada ไปในทิศทางไหน) ก็มาพร้อมเซ็ตติ้ที่ดูเรียบง่ายแต่สุดล้ำ กับกล้องจำนวนมหาศาลที่ห้อยลงมาจากเพดาน หรือ BOSS ที่มีการสตรีมผ่านทาง TikTok เป็นครั้งแรกเพื่อจับกลุ่มตลาด Gen Z 
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในมิลานแฟชั่นวีคครั้งนี้ก็คือ การเลือกใช้นางแบบ เราจะเห็นการใช้นางแบบพลัสไซส์มากขึ้นในหลายๆ โชว์ ทั้ง Fendi, Versace, Marni และ  Etro (ที่มี Ashaley Graham) และการสร้างสรรค์โชว์ของ Moschino ที่หลบไปจากสองแนวความคิดระหว่าง Physical กับ Digital แต่นำเอาตุ๊กตามาใช้เป็นแบบเดินโชว์ รวมไปถึงผู้คนที่ดูโชว์ด้วย ซึ่งตุ๊กตาหลายตัวนั้นก็จำลองมาจากบุคคลจริงในวงการแฟชั่น 
มิลานแฟชั่นวีคในครั้งนี้ มีจำนวนโชว์ที่เป็น Physical โชว์ทั้งหมด 28 โชว์ และดิจิทัลโชว์ 24 โชว์ จะเห็นได้ว่ารูปแบบดั้งเดิมกลับมามากกว่าครึ่งทีเดียว มันอาจจะเป็นทั้งการพยากรณ์ได้ว่ารูปแบบรันเวย์โชว์แบบดั้งเดิมยังเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหา และเหมาะสมกับวงการแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกันมันก็ได้ทางใหม่ๆ ให้ได้มีการสร้างสรรค์รูปแบบอื่นๆ ขึ้นมาอีกด้วย

TAG

Related Stories

อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ผ่านเสื้อผ้าที่มีความซีทรู ซึ่งถูกนำมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองทางรูปทรงในปัจจุบันที่เฉียบขาด
คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ผ่านเสื้อผ้าที่มีความซีทรู ซึ่งถูกนำมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองทางรูปทรงในปัจจุบันที่เฉียบขาด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว