Swinging Sixties! ต้นกำเนิดของมินิสเกิร์ต แฟชั่นสตรีทสไตล์ในยุค ’60s

ทำให้เราเห็นว่าการเป็นผู้หญิงมันสนุกแค่ไหน
เพราะแฟชั่นไม่ได้ถูกตีกรอบอยู่แค่บนรันเวย์ ไม่ใช่แค่คอลเลกชั่นกูตูร์ แต่อันที่จริงแล้ว บนท้องถนนซึ่งมีผู้คนแต่งกายในแบบของตัวเองเดินสวนกันไปมาต่างหากที่เป็นแคตวอล์กที่เรียลที่สุด เพราะมันสะท้อนทั้งวัฒนธรรม ความคิดของผู้คน และสภาพสังคมได้ชัดเจนกว่าอะไรทั้งหมด เรากำลังพูดถึงสตรีทแฟชั่น… อาจบอกได้ว่ายุค 1960s เป็นยุคที่สตรีทแฟชั่นเฟื่องฟูและสนุกที่สุดยุคหนึ่ง ลองนึกถึงทวิกกี้(Twiggy)แฟชั่นไอคอนยุค’60s ที่มักจะมาพร้อมทรงผมบ็อบสั้น แต่งหน้าแบบปากซีดตาแบ๊ว ติดขนตาปลอมทั้งบนและล่าง ต่อด้วยการทำผมหน้าม้าของวงเดอะ บีทเทิลส์ หรือแฟชั่นแบบม้อด (ที่มาจากคำว่า Modernism) ก็จะมาพร้อมเดรสสีเมทัลลิก ถุงน่องหลากสี และลวดลายเรขาคณิต เหตุผลหนึ่งอาจเพราะเป็นช่วงนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายอย่าง ผู้คนโหยหาการแสดงออกและความอิสระเสรี เรียกร้องความเท่าเทียม และพยายามพาตัวเองให้หลุดพ้นจากกรอบที่สังคมเคยตีเอาไว้ โดยมีการแต่งตัวเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองที่ง่ายและชัดเจนที่สุด ยุคนั้นจึงมีการปฏิวัติแฟชั่นหลายอย่าง สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือกระโปรงสั้นเหนือเข่าอย่าง’มินิสเกิร์ต’ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนกระแสเฟมินิสม์และการล้มล้างจารีตทางสังคมในเรื่องเพศได้ดี
มินิสเกิร์ตมาพร้อมกับกระแสดนตรีร็อกแอนด์โรลและการเต้นรำแนวอื่นๆ ของวัยรุ่นตั้งแต่ปลายยุค ’50s แล้ว โดยเริ่มมีการส่งสัญญาณจากแวดวงเสื้อผ้าชั้นสูงมาก่อน อย่างชุดกระโปรงแซก (Sack Dress) ของบาเลนซิอาก้า (Balenciaga) ที่นำเสนอความเรียบง่าย ในขณะที่กูตูริเยร์ชื่อดังของปารีส อองเดร กูร์แรจส์ (André Courrèges) ก็นำเสนอกระโปรงสั้นในกูตูร์คอลเลกชั่นของเขาเมื่อปี 1964 แต่คนที่ทำให้มินิสเกิร์ตเป็นสิ่งที่สวมใส่ได้จริงบนท้องถนนนั้นจริงๆ แล้วคือ แมรี่ ควอนท์ (Mary Quant) แฟชั่นดีไซเนอร์สาวชาวบริติชผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ และสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญให้กับแฟชั่นของคนหนุ่มสาว (Youth Fashion Movement) สมัยนั้น
แมรี่ ควอนต์ เรียกกระโปรงสั้นตามรถมินิคันโปรดของเธอ จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า ‘มินิสเกิร์ต’ เธอเปิดร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเองตั้งแต่ในวัย 21 ปี เมื่อปี 1955 ชื่อร้าน Bazaar ตั้งอยู่ที่ถนน King’s Road ในกรุงลอนดอน คีย์เวิร์ดในผลงานการออกแบบเสื้อผ้าของเธอคือ ความสบาย (Comfort) อิสระ (Freedom) สนุกสนาน (Fun) และสีสัน (Colors) เธอมีความคิดเหมือนเด็กๆ ในเรื่องที่ว่าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ จึงไม่เคยปิดกั้นทางความคิดและไม่เคยใช้กฏเกณฑ์ของความเป็นผู้ใหญ่มาสร้างกรอบให้ตัวเอง ทำให้เวลามองผ่านกระจกเข้าไปในร้านเสื้อผ้าของเธอ จะเห็นการจัดวางสินค้าที่เป็นเหมือนอินสตอลเลชั่นอาร์ตแบบเซอร์เรียลลิสม์
กระโปรงสั้นทำให้ผู้หญิงสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น จะวิ่ง จะกระโดด หรือจะสนุกสนานไปกับมันแค่ไหนก็ได้ การที่เด็กสาวยุคนั้นพากันใส่มินิสเกิร์ตหรือฮอตแพนต์เดินตามถนน จึงเป็นการบ่งบอกว่าพวกเธอไม่จำเป็นจะต้องใส่เสื้อผ้าแบบรุ่นคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปแล้ว และมันทำให้มินิสเกิร์ตเริ่มออกสู่ตลาดแมส ได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา ไป ถ้าเป็นสาวๆ ที่นิวยอร์ก จะนิยมใส่สั้นเหนือเข่าประมาณ 4-5 นิ้ว แต่ถ้าเป็นในลอนดอนแล้วละก็ เหนือเข่าถึง 7-8 นิ้วเลยทีเดียว
คำว่า ‘มินิสเกิร์ต’ ถูกใช้มากขึ้นตามสื่อต่างๆ อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร จีน ชริมตัน (Jean Shrimpton) อีกหนึ่งนางแบบยุค ’60s คือคนแรกที่สวมใส่มินิสเกิร์ตขึ้นปกฮาร์เปอร์ส บาซาร์ แล้วเธอก็ยังใส่ไปออกงานสังคม งานแข่งม้า โดยไม่สวมถุงน่อง หมวก หรือถุงมือ จนวันต่อมาก็เป็นข่าวใหญ่โตและกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันไปทั่ว “กระโปรงมินิยุค ’60s เป็นแฟชั่นที่แสดงถึงการทำตามใจตัวเองมากที่สุดแล้ว มองโลกในแง่ดี เหมือนบอกว่า ‘มองมาที่ฉันสิ ชีวิตมันเป็นเรื่องวิเศษใช่ไหมล่ะ’ มันแสดงออกถึงความเป็นยุค ’60s ทั้งการปลดปล่อยผู้หญิงให้มีอิสระ การเล่นยา และร็อกแอนด์โรล ช่วงนั้นคือจุดเริ่มต้นของความอิสระเสรีของผู้หญิง” แมรี่ ควอนท์กล่าว
ไม่ใช่แค่มินิสเกิร์ต แต่ยังมีแฟชั่นอื่นๆ อีกที่ควอนท์เป็นผู้นำเสนอ เริ่มจากการใช้ผ้าเจอร์ซี่ซึ่งเป็นผ้าที่นิยมใช้ในการผลิต   อันเดอร์แวร์และถุงน่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แต่ควอนท์เล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของมันจึงนำมาทำเอาเทอร์แวร์อย่าง Jersey Dress หลายแบบหลายสี จนกลายหนึ่งในสิ่งปฏิวัติวงการแฟชั่นจากยุค ’60s ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการแต่งตัวของผู้คนในปัจจุบันมากที่สุด ขณะที่ถุงน่องทั่วไป เมื่อก่อนจะนิยมใส่ถุงน่องสีดำหรือสีเนื้อที่เรียกว่า American Tan แต่ควอนท์ก็ทำเป็นสีเหลืองมัสตาร์ด สีจิงเจอร์ สีม่วง เพราะมันเข้ากันได้ดีกับเดรสและสเกิร์ตที่เธอออกแบบ
ควอนท์ยังออกแบบกางเกงหลากหลายแบบสำหรับผู้หญิงด้วยเช่นกัน ตั้งแต่สกินนี่ยีนส์ กางเกงคูลอตส์ (Culottes) หรือกางเกงขาบาน 5 ส่วน ไปจนถึงกางเกงฮาเรมแพนต์ส (Harem Pants) ที่สวมใส่สบายด้วยผ้าพลิ้วๆ แต่จัมป์ในส่วนปลายขากางเกง เหล่านี้เป็นอะไรที่ผู้หญิงโดยเฉพาะกลุ่มเด็กสาวยุคนั้นต้องมีติดตู้เสื้อผ้ากันไว้ทุกคน จากที่สมัยก่อน กางเกงถูกมองเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ชายเท่านั้นในหลายๆ วัฒนธรรม และก็มีการห้ามมิให้ผู้หญิงแต่งตัวแบบผู้ชายด้วย แต่ควอนท์คือดีไซเนอร์คนแรกๆ ที่มีส่วนทำให้กางเกงและเสื้อสูทกลายเป็นที่นิยมในแฟชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงขึ้นมา แถมเธอยังเล่นกับลุค androgynous หรือการไม่ระบุเพศ ซึ่งเป็นอะไรที่ท้าทายประเพณีและกรอบเรื่องเพศที่ยังไม่เปิดกว้างในยุคสมัยนั้น
ต่อด้วยเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าเข้ารูป (skinny-rib sweater) ที่เธอได้ไอเดียจากการไปหยิบเสื้อสเวตเตอร์ของเด็กผู้ชายมาสวมใส่ แต่ปรากฏว่ามันกลับเข้ากันได้ดีในการโชว์ทรวดทรงของหญิงสาว นอกจากนี้ก็ยังมีชุดกันฝน PVC ซึ่งเป็นแมตทีเรียลที่มีความแวววาว สะดุดตา และมีคุณสมบัติกันน้ำ ควอนท์ก็สามารถออกแบบมาได้อย่างสวยงามและใช้งานได้จริง โดยมีการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตชุดกันฝนของอังกฤษอย่าง Alligator Rainwearเพื่อทดลองและพัฒนาอะไรใหม่ๆ เช่น โทนสีใหม่ การใส่ซิป ใส่ปก ทำเป็นเสื้อคลุมไม่มีแขน หรือการใช้นวัตกรรมวัสดุสังเคราะห์อย่างไนลอนมาสร้างลุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น
การใช้ผ้าที่ practical กับรูปทรงที่เรียบง่ายในแบบของควอนท์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1965 เธอสนุกสนานในการประยุกต์สไตล์มินิมัล ซึ่งเป็นการออกแบบเสื้อผ้าที่คำนึงถึงไลฟ์สไตล์และทำให้ความเป็นสตรีทแฟชั่นผูกโยงกับชีวิตผู้คนอย่างแยกไม่ออก สำหรับแมรี่ ควอนท์แล้ว เธอใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือชี้ให้ผู้คนเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง แฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องของกูตูร์อีกต่อไป ทว่าเป็นเรื่องของการแสดงออกถึงตัวตนและความคิดของแต่ละคนผ่านทุกสิ่งที่เราหยิบจับมาสวมใส่ในแต่ละวัน”ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว แฟชั่นก็เป็นเรื่องของการทำให้เสื้อผ้าแฟชั่นเข้าถึงทุกคนได้”
นิทรรศการ Mary Quant จัดแสดงผลงานออกแบบของเธอกว่า 200 ชิ้น ที่ Victoria and Albert Museum กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2019 จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2020
 

TAG

Related Stories

คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 
โดยบอกเล่าผ่านงานฝีมือและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเมือง Donegal ไปจนถึงเมือง Lochcarron

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว