ความเฟมินิสต์ที่สวมใส่ได้โดย Dior คอลเลกชั่น Autumn/Winter 2019

มีโน้ตทิ้งท้ายเพื่อร่วมรำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับ Karl Lagerfeld ด้วย
เมื่อเราได้ก้าวเท้าเดินเข้าไปในบริเวณ Musée Rodin ที่กรุงปารีสก็ได้สังเกตเห็นรอบฝาผนังรันเวย์ฮอล์ตกแต่งด้วยตัวอักษรที่ใช้เรือนร่างสตรีเป็นตัวแทนเพื่อสื่อคำต่างๆ ในภาษาฝรั่งเศสอย่าง COMME FÉMINISTE – DYNAMIQUE GESTION – OPÉRANT RÉVOLTE ที่ล้วนมีความหมายลึกซึ้ง สร้างสรรค์โดยศิลปินอิตาเลียน Tomaso Bing โดยภาพอักษร “Body Alphabet” ที่สื่อถึง Femininity ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่มาเรียยึดถือนับตั้งแต่วันที่เธอเข้าก้าวมาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Dior
          เมื่อโชว์เริ่ม เพลง Don’t Get Me Wrong ซิงเกิ้ลดังในปี 1986 ของ The Pretenders เสียงทรงพลังของนักร้องนำ Chrissie Hyde ช่วยเปิดตัวคอลเลคชั่นได้อย่างชัดเจน
          คอลเลคชั่นเริ่มจาก Teddy Girls ที่ได้แรงดลใจจาก Teddy Boy ซึ่งเป็นแฟชั่นชายหนุ่มเท่ๆ ที่กลายเป็น subculture ของอังกฤษในยุค 50s มีการผสมผสานความคลาสสิกและการทำลายล้าง ความเอเลเกนต์และขบถในคัลเจอร์ของอังกฤษเมื่อยุค ‘50s ที่ถูกนำมาตีความใหม่
          โดยทั้งคอลเลกชั่นนำเอา 1950 มาตีความในแบบใหม่ ซึ่ง Maria Grazia Chiuri ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจมาจากรูปวันคล้ายวันประสูติพระชนมายุ 21 พรรษาของเจ้าหญิง Margeret ผู้ทรงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับแบรนด์ในช่วงนั้น ซึ่งในภาพนี้พระองค์สวมชุด Dior ถ่ายโดยฝีมือช่างภาพชื่อ Cecil Beaton เมื่อปี 1951
Bar Suit อันเป็นซิเนเจอร์ของ Dior ถูกนำกลับมารังสรรค์ใหม่โดยมีเส้นสายที่ดูมาสคิวลีนมากขึ้นโดยมีทั้งคัตติ้งและเนื้อผ้ากำมะหยี่ นอกจากนี้ยังนำเอาแจ๊กเก็ตหนังสีดำซึ่ง Yves Saint Laurent ออกแบบไว้ กลับมารื้อฟื้นใหม่ที่เปรียบเสมือนตัวแทนคัลเจอร์ของยุค ‘50s และ ‘60s การสไตลิ่งที่นำเอาเสื้อยืดมาแมตช์กับกระโปรงบานยังคงสานต่อมาจากคอลเลกชั่นก่อนๆ แต่คราวนี้พิเศษตรงที่กระโปรงนี้ทำขึ้นจากผ้าทูลล์ประดับด้วยดีเทลปักดอกไม้และคริสตัลที่ให้กลิ่นอายแบบโรแมนติก
toile de jouy หรือผ้าพิมพ์แบบฝรั่งเศสซึ่งคราวนี้เป็นลายรูปต้นปาล์มที่ทำขึ้นมาใหม่เป็นโดยศิลปิน Mario Schifano ที่ถูกพิมพ์ลงบนเชิ้ตสวมกับกางเกงลายตาราง ลายตารางหมารุกและลายสก๊อตในหลายโทนสี ทั้งขาวดำ แดงดำและเขียวดำคือตัวชูโรงประจำคอลเลกชั่นนี้
          ลิสต์เพลงที่ใช้ในโชว์ล้วนเป็นแนว British Pop จากกลางยุค 80s หลังจากเพลง Don’t Get Me Wrong ต่อด้วย Stop Your Sobbing ของ The Pretenders และ The Moon is Blue โดย Colourbox และปิดท้ายฟินาเล่ด้วยเพลง Tears Dry on Their Own นักร้องสาวผู้ล่วงลับ Amy Winehouse
          โชว์นี้เป็นโชว์ที่มาเรียตั้งใจจะสรรเสริญและร่วมรำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับ Karl Lagerfeld โดยบนกระดาษ press kit มีโน้ตทิ้งท้ายไว้ว่า “In homage to the alchemist of elegance and beauty, Karl Lagerfeld”

TAG

Related Stories

คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 
โดยบอกเล่าผ่านงานฝีมือและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเมือง Donegal ไปจนถึงเมือง Lochcarron
ครบทั้งหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโท พร้อมเปิดรับสมัครชิงทุนในรูปแบบ Portfolio Contest รอบเทอมตุลาคม 67

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว