นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) การกลับมาอย่างสง่างามของเรือนเวลาทรงสี่เหลี่ยมระดับตำนานจากคาร์เทียร์

หนึ่งในนาฬิการุ่นที่หรูหราและเป็นอมตะที่สุดของคาร์เทียร์
ท่ามกลางกระแสความนิยมของนาฬิการูปทรงกลมมนที่เกิดขึ้นในปี 1917 หากแต่ยังมีสุภาพบุรุษนามว่า “หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier)” ที่หาญกล้าลุกขึ้นมาพลิกโฉมหน้าโลกแห่งเรือนเวลา ด้วยการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีชื่อรุ่นว่า “แทงก์ (Tank)” ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติครั้งใหม่ของงานดีไซน์นาฬิกาอันทันสมัย และยังคงได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเวอร์ชั่นล่าสุดในปีนี้ “แทงก์ มัสท์ (Tank Must)”

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) เสน่ห์เหนือกาลเวลาของนาฬิกาทรงเหลี่ยมจากคาร์เทียร์

จากนาฬิกา Tank Louis Cartier ที่นับเป็นคอลเลกชั่นต้นตำรับของคาร์เทียร์นับแต่ปี 1917 วันนี้แบรนด์ได้ดึงแรงบันดาลใจมาสู่การสร้างสรรค์ครั้งใหม่ภายใต้งานออกแบบของ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ที่พัฒนาขึ้นโดยยังคงรักษาสไตล์อันคลาสสิกร่วมสมัยและซิกเนเจอร์ดั้งเดิมไว้ จึงไม่น่าแปลกใจว่านาฬิกาแทงก์ มัสท์ จะกลายเป็นดาวเด่นแห่งเรือนเวลาเมื่อครั้งที่ได้รับการเปิดตัวในงาน Watches and Wonders Geneva 2021
ต้องบอกเลยว่านอกจากรูปทรงสะดุดตาที่แตกต่างจากนาฬิกาทรงกลมรุ่นอื่นๆ ในยุคเดียวกัน Tank ยังซ่อนแรงบันดาลใจที่เป็นที่มาของชื่อซึ่งก็คือ “รถหุ้มเกราะหรือรถถัง” ที่ถือกำเนิดในยุคเดียวกัน ด้วยรายละเอียดอย่าง brancards ที่ขนาบข้างตัวเรือน โดยหากเรามองรถถังมาจากด้านบน brancards ก็เปรียบได้กับล้อของรถถัง ส่วนตัวเรือนก็คือป้อมปืนบนตัวถังนั่นเอง และที่ลืมไม่ได้ก็คือเอกลักษณ์ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ใช้เลข IIII เป็นเลข 4 แทนที่จะใช้ IV ตามหลักของเลขโรมันดั้งเดิม รวมถึงขีดบอกเวลาที่เรียกว่า rail-tracks ที่ซ้อนอยู่ด้านในอีกชั้น
สำหรับ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) 2021 นับเป็นการกลับมาอย่างสง่างามสมศักดิ์ศรีพร้อมดีไซน์ที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นนาฬิกาที่สามารถเลือกสวมใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ภายใต้ตัวเรือนสตีลที่มีให้เลือกทั้งรุ่น Extra-large model กับกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ Manufacture Calibre 1847 MC และสำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง หรือรุ่น Large model และ Small model ที่มาพร้อมกลไกควอตซ์ประสิทธิภาพสูง ประกอบคู่มากับสายสตีลสามารถถอดเปลี่ยนได้หรือเลือกเป็นสายหนัง
อันดับแรกเราขอเริ่มต้นจาก Tank Must 1980s Monochromes รุ่นที่มาพร้อมกับสีสันโมโนโครมแบบยุค ‘80s อย่างสีแดง เขียว และน้ำเงิน มาพร้อมหน้าปัดและสายหนังจระเข้สีเดียวกัน ภายใต้รายละเอียดเรียบหรูด้วยหน้าปัดที่ปราศจากตัวเลขบอกเวลาโดยสิ้นเชิง
Tank Must ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง SolarBeat™ photovoltaic ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Photovoltaic) อีกด้วย โดยเหล่าตัวเลขบนหน้าปัดจะปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านลงไปและเปลี่ยนเซลล์สารกึ่งตัวนำ (Photovoltaic cells) ใต้หน้าปัดเพื่อให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้านั่นเอง นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จของคาร์เทียร์ในการวิจัยและพัฒนากลไก SolarBeat™ ซึ่งใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม โดยกลไกนี้มีจะมีอายุการใช้งานนานกว่า 16 ปีเลยทีเดียว    
ยังมีอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่เราต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับไอเดียสุดสร้างสรรค์นั่นคือ นวัตกรรมสายนาฬิกาแทงก์ มัสท์ ที่ผลิตขึ้นโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยวัสดุที่ผลิตจากสารอินทรีย์จากพืชถึงกว่า 40% และผลแอปเปิ้ลเหลือใช้ที่ปลูกไว้สำหรับอุตสาหกรรมอาหารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งเป็นการผลิตที่ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าการผลิตหนังวัวมากเกือบ 10 เท่า มาพร้อมสีสันเย็นตา มีให้ทั้งเลือกในรุ่น Large model และ Small model
ปิดท้ายด้วยรุ่นคลาสสิกอย่าง Tank Louis Cartier ที่ปลุกจิตวิญญาณดั้งเดิมของนาฬิกาแทงก์ขึ้นมาใหม่โดยแท้จริง มาพร้อม 2 สีสันสวยหรูให้เลือก โดยสีน้ำเงินมาพร้อมตัวเรือนพิ้งค์โกลด์และสีแดงมาพร้อมเยลโลว์โกลด์ หน้าปัดของรุ่นนี้ยังสลักตัวเลขและ rail-tracks ที่สลับมาอยู่ชั้นนอกอย่างงดงาม บ่งบอกความเป็นอมตะของดีไซน์ที่ยังมีลมหายใจไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม
สำหรับผู้ที่ต้องการชมรายละเอียดเพิ่มเติมของ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) 2021 สามารถเข้าไปชมกันได้ที่ cartier.com/en-th หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ และสามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official: @CartierTH     

TAG

Related Stories

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ผ่านเสื้อผ้าที่มีความซีทรู ซึ่งถูกนำมาตีความและถ่ายทอดใหม่ผ่านมุมมองทางรูปทรงในปัจจุบันที่เฉียบขาด
คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก

MORE FROM

โมเมนต์การกระทบไหล่กับศิลปินผู้โด่งดังในวงการแฟชั่นมากมาย
สถานที่ที่รวบรวมงานศิลป์อัญมณีและศิลป์แห่งเวลา ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว