Cartier Beautés du Monde Bangkok Exhibition ปรากฏการณ์โชว์เคสไฮจิวเวลรีครั้งแรกในเมืองไทยจากคาร์เทียร์

ครั้งหนึ่งในชีวิตกับที่สุดแห่งประสบการณ์เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงระดับตำนานของ Cartier
บาซาร์พาชมปรากฏการณ์โชว์เคสไฮจิวเวลรีระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทยกับ คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งได้นำจิวเวลรีและเรือนเวลาในคอลเลกชั่น Beautés du Monde มาจัดแสดงให้ชาวไทยได้ชมกันอย่างใกล้ชิดในงาน Cartier Beautés du Monde Bangkok Exhibition ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้คอลเลกชั่น Beautés du Monde ได้เดินทางไปอวดโฉมมาแล้วที่มาดริด ประเทศสเปน และที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ทั้งนี้ คอลเลกชั่น Beautés du Monde ถือเป็นคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรีระดับตำนานของคาร์เทียร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความหรูหราสง่างามและความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแสดงถึงฝีมืออันวิจิตรเปี่ยมล้นด้วยเรื่องราว ความชำนาญ และคุณค่าผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายที่ก้าวข้ามกาลเวลาด้วยความปราณีตบรรจงตลอดกาล
Beautés du Monde คอลเลกชั่น รังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจในการเฝ้าสังเกตและชื่นชมความงดงามของโลกใบนี้ไม่ว่าจะอยู่แห่งใด ผ่านการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญของคาร์เทียร์ในการดีไซน์อันสง่างาม รวมไปถึงการจับคู่ผสมผสานระหว่างอัญมณีเลอค่าที่ขับเน้นองค์ประกอบของธรรมชาติและวัฒนธรรมอันหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับไฮจิวเวลรีที่นำมาโชว์เคสในครั้งนี้มาจากหลายหลายคอลเลกชั่นกว่า 300 ชิ้นที่มีความล้ำค่าเหนือกาลเวลา และนี่ก็คือไฮไลต์บางส่วนของจิวเวลรีชิ้นงามที่บาซาร์นำมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน
ทุตตี้ ฟรุตตี้ (Tutti Frutti) คือสัญลักษณ์ที่อยู่คู่คาร์เทียร์มาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1920 ด้วยการจัดวางองค์ประกอบที่ดูสนุกสนานร่าเริงสดใสและน่ารับประทานไปพร้อมกัน และยังคงเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องอยู่เสมอ ผ่านการตีความใหม่ดังเช่นสร้อยคอเส้นนี้ที่เมซงจินตนาการออกมาเป็นสไตล์ Peter Pan Collar (ปกเสื้อปีเตอร์แพนหรือที่คนไทยเรียกว่าปกบัว) ที่งดงามประณีต
คาร์เทียร์ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ สร้อยคออิวาน่า จากผิวสัมผัสและมิติของผิวหนังอีกัวน่า เพื่อเผยความงดงามของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ผ่านสร้อยคอประดับเพชรประกายระยิบและมรกตแวววาวระยับตา ทุกสิ่งถูกจัดวางอยู่บนตัวเรือนอันแยบยลแฝงความละมุนและนุ่มนวล ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนลักษณะการเคลื่อนไหวขยับเขยื้อนอย่างช้าๆ ของอีกัวน่า โดยที่คาร์เทียร์เน้นผิวสัมผัสให้ชัดเจนขึ้นด้วยการใช้เทคนิคการขึ้นตัวเรือนด้วยการต่อส่วนประกอบทรงสามเหลี่ยมฝังเพชรแต่ละชิ้นสลับไปมาแบบเรขาคณิต โดยเว้นช่องว่างระหว่างกันไว้ให้เป็นฐานรองรับมรกตโคลัมเบียสุดตระการตาขนาด 43.45 กะรัต ที่ออกแบบตามสัญลักษณ์แห่งความเชี่ยวชาญและสไตล์ของคาร์เทียร์ให้เป็นทรงพีระมิดขอบมนที่ชวนให้นึกถึงหนามแหลมบนหลังของสิ่งมีชีวิตแสนมหัศจรรย์นี้ พร้อมเล่นกับแสงสะท้อนและโครงสร้างแบบกระจกเงา เพื่อเสาะหาเทคนิคเชิงสถาปัตยกรรมมาสร้างสรรค์มุมมองแปลกใหม่ให้กับคัมภีร์แห่งสรรพสัตว์ของเมซง
สร้อยคอ Cat’s eye Rubellite น้ำหนัก 102.17 กะรัต และแหวน Cat’s eye Rubellite น้ำหนัก 44.08 กะรัต
สร้อยคอคอลเลกชั่นนี้ นำเสนอดีไซน์อันวิจิตรในรูปแบบนามธรรมความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านกิโมโนรูปตัวที (T) ทรงยาว เน้นองค์ประกอบสีของของอัญมณีให้สดใสเหมือนสีสันฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านกาลเวลามาบ่อยครั้ง การออกแบบมีโครงสร้างโดยรอบเป็นทรงยาวของจี้ที่เน้นแซฟไฟร์สี่สี
คาร์เทียร์รังสรรค์สร้อยคอคอลเลกชั่นนี้ให้เหมือนทิวคลื่นที่ถูกกระตุ้นให้มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีน้ำเงินเข้มของไพลินจากเกาะซีลอน (ศรีลังกา) น้ำหนัก 36.67 กะรัต
สร้อยเส้นนี้คาร์เทียร์ได้ออกแบบให้เป็นเหมือนสถาปัตยกรรมแห่งแสงที่ส่องกระทบสะกดสายตาระยิบระยับจับตาที่น่าหลงใหลชวนมอง รวมถึงองค์ประกอบรูปทรงที่ทำให้เรียวเพชรทรงเหลี่ยมและทรงเหลี่ยมแบบเกลี้ยงในโครงสร้างทรงเรขาคณิตที่บ่งบอกถึงดีไซน์ที่ดูสูงยาวเพรียว จินตนาการได้ถึงเส้นขอบฟ้าของมหานครอันรุ่งโรจน์
คอลเลกชั่นนี้ คาร์เทียร์รังสรรค์การออกแบบด้วยมรกตจากโคลัมเบียให้เป็นรูปทรงมรกตห้าเหลี่ยม น้ำหนัก 6.84 กะรัต

นอกเหนือจากความงดงามของไฮจิวเวลรีที่ล้ำค่าแล้ว การออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อเนรมิต Cartier Beautés du Monde Bangkok Exhibition ยังนับเป็นการสร้างประสบการณ์เหนือระดับครั้งแรกของเมืองไทยที่จะได้ยลโฉมการดีไซน์อันน่าทึ่ง จากการออกแบบโดย Jaime Hayon ดีไซเนอร์ชาวสเปน ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานการเผยโฉมห้อง Thai Patrimony ซึ่งรังสรรค์ขึ้นโดย ศรัณย์ เย็นปัญญา นักเล่าเรื่องผ่านงานดีไซน์และศิลปะชาวไทย เรียกได้ว่างานนี้คาร์เทียร์ได้ผสมผสานการออกแบบสถานที่โชว์เคสไฮจิวเวลรีระดับโลกจากสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้คนไทยได้รับประสบการณ์ที่หาชมได้ยากเพื่อเก็บเป็นภาพความทรงจำสุดประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต
Beautés du Monde Bangkok Exhibition ประกอบไปด้วย 5 ห้องหลัก คือ Lounge, Introduction room, Patrimony room, Exhibition room และ Private Viewing room โดยห้องแรกจะเป็น Lounge ไว้คอยต้อนรับ หลังจากนั้นจะผ่านไปที่ห้อง Introduction room จะเป็นห้องที่บอกเล่าเรื่องราวคอนเซ็ปต์และการเดินทางของคอลเลกชั่นนี้ หลังจากนั้นจะเป็นห้อง Thai Patrimony room เป็นห้องจัดแสดงคาร์เทียร์ คอลเลกชั่นทั้งหมด ออกแบบโดย ศรัณย์ เย็นปัญญา ส่วนห้องถัดไปจะเป็นห้อง Exhibition room ที่จัดแสดงไฮไลต์ไฮจิวเวลรีชิ้นสำคัญ จากการออกแบบโดย Jaime Hayon ส่วนห้องสุดท้าย เป็นห้อง Private Viewing room สำหรับพื้นที่ส่วนตัวเพื่อการทดลองสวมใส่
ในส่วนของห้อง Exhibition room จะแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ตกแต่งอย่างงดงามภายใต้ 3 คอนเซ็ปต์ World Wildlife, Mineral World และ Cultural World ในงาน Beautés du Monde Bangkok Exhibition ที่ออกแบบโดย Jaime Hayon
World Wildlife เป็นห้องที่คาร์เทียร์ได้โชว์ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสิงห์สาราสัตว์ในการทำเครื่องประดับเป็นสัตว์ต่างๆ ที่มีกายวิภาคเหมือนจริง ให้ความรู้สึกเหมือนมีชีวิต ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในโลกใบนี้เป็นส่วนหนี่งของประวัติศาสตร์ของเมซงเสมอมา โดยมีพืชพรรณธรรมชาติและสัตว์นานาชนิดเป็นหัวใจหลักของแรงบันดาลใจทั้งในเชิงรูปลักษณ์ (Figurative) และทำให้เกินจริง (Stylised) ความปรารถนาแห่งความงามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคาร์เทียร์นั้นถูกพัฒนาตามกาลเวลา ผ่านเทคนิคที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์การสร้างสรรค์ของเมซงในขณะนั้น โดยเมซงได้ใช้เทคนิคโบราณอันซับซ้อนผสานนวัตกรรมสมัยใหม่ซึ่งเหล่าช่างฝีมือชั้นครูของคาร์เทียร์ต่างได้ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว
Mineral World ห้องนี้บ่งบอกให้รับรู้ว่า คาร์เทียร์ไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงการทำเครื่องประดับเพชร แต่เชี่ยวชาญด้านการทำอัญมณีด้วย ซึ่งเป็นอีกระดับของการทำเครื่องประดับไฮจิวเวลรี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคาร์เทียร์เชี่ยวชาญทั้งการสรรหาวัตถุดิบเลอค่าจากทั่วโลกบวกกับความเชี่ยวชาญในการผลิตแต่ละชิ้นงาน
Cultural World ห้องนี้มีความชัดเจนภายใต้แนวคิดที่คาร์เทียร์นั้นมองเห็นความงดงามของโลกใบนี้ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดและนั่นคือเจตนารมณ์ที่สืบต่อจาก หลุยส์ คาร์เทียร์, ปิแอร์ คาร์เทียร์ และ ฌาค คาร์เทียร์ หรือที่รู้จักกันในนาม “สามพี่น้องแห่งคาร์เทียร์” ผู้ซึ่งได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกพร้อมเสาะแสวงหาแรงบันดาลใจมารังสรรค์เครื่องประดับใหม่ๆ พร้อมบรรจงแต่งแต้มสัมผัสแห่งศิลป์และองค์ความรู้ที่ได้สั่งสมมา คาร์เทียร์มองเห็นความงดงามของโลกใบนี้ พร้อมที่จะรักษาไว้ซึ่งความงามนั้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือเชิดชูความงามต่อไป นี่คือความหลงใหลที่ไม่เคยเสื่อมคลายและยังเป็นปรัชญาที่หล่อเลี้ยงคาร์เทียร์เสมอมา Beautés du Monde คือคอลเลกชั่นเครื่องประดับชั้นสูงหรือไฮจิวเวลรีที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจเพื่อเป็นเหมือนดั่งมรดกในการชื่นชมความงดงามอันหลากหลายของโลกใบนี้ของคาร์เทียร์
ห้อง Thai Patrimony ในงาน Cartier Beautés du Monde Bangkok Exhibition รังสรรค์ขึ้นโดย ศรัณย์ เย็นปัญญา เป็นห้องที่จัดแสดงเฉพาะคาร์เทียร์คอลเลกชั่นเท่านั้น โดยออกแบบห้องให้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวความเป็นมาของคาร์เทียร์รวมถึงคอลเลกชั่นต่างๆ ผ่านเอกลักษณ์ความเป็นไทย โดยใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยอันน่าภาคภูมิใจเป็นจุดเชื่อมโยงความเข้าใจกับผู้คนภายในงานใน 3 โซน ด้วยกัน คือ โซนโลตัส (Lotus-ดอกบัว), โซนแดนซ์ (Dance-การร่ายรำ) และโซนสถาปัตยกรรม (Architecture) เพื่อส่งต่อเรื่องราวของคาร์เทียร์ที่มีมรดกยาวนานถึง 176 ปี จากสามพี่น้องคาร์เทียร์ที่สามารถมองเห็นความงามได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ความอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นขณะเดินทางไปทั่วโลก และได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน นำมาซึ่งจินตนาการการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร
ในแต่ละโซนดังกล่าวได้มีการจัดวางคาร์เทียร์คอลเลกชั่นต่างๆ กับงานศิลปะไว้อย่างมีความหมายและลงตัว ไม่ว่าจะเป็น คอลเลกชั่นคาร์เทียร์, อัญมณี, การผลิตนาฬิกาและเครื่องประดับล้ำค่าที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเรื่องราวมรดกคาร์เทียร์ชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงปี 1860 และชิ้นล่าสุดคือปลายศตวรรษที่ 20 โดยคอลเลกชั่นของคาร์เทียร์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีมากกว่า 3,000 ชิ้น โดยบางชิ้นคาร์เทียร์ได้ประมูลกลับคืนมาแต่ไม่ใช่เพื่อนำมาเพื่อการค้า แต่เพื่อนำมาเป็นมรดกสืบทอดทางวัฒนธรรมและมรดกที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกได้ยืมไปจัดแสดงผ่านเรื่องราวสำคัญต่างๆ นั่นเอง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/th-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand LINE Official Account @CartierTH หรือสแกน QR Code

TAG

Related Stories

สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ชาญฉลาดแต่ยังแฝงความขบถอยู่ในตัว
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว
เหนือสิ่งอื่นใด งานเทเลอร์ของ Thom Browne ก็ยังคงเป็นอะไรที่เราสะดุดตาอยู่เสมออยู่ดี

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
เปลี่ยนจากการให้ดอกไม้ช่อโตเป็นน้ำหอมแปะป้ายจองว่าเรานั้นคู่กันแทนดูสิ!

MORE FROM

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว