ดวง​ โปษยานนท์ กับประสบการณ์แสนสนุกในปารีสที่ทำให้เราเข้าใจ Clash de Cartier มากขึ้น

ศิลปะและวัฒนธรรมที่ทำให้เข้าถึงงานออกแบบแนวขบถชิ้นใหม่
ตามติดดวง โปษยานนท์ใน 48 ชั่วโมง ที่ปารีสกับประสบการณ์สุดสนุก Clash de Cartier Experience ที่ทำให้เรารู้จักและเข้าใจเครื่องประดับแนวขบถ Clash de Cartier จาก Cartier มากกว่าเดิม
6.00 PM

แลนด์ดิ้งมาถึงปารีสได้ไม่นานดิฉันก็ต้องรีบเตรียมตัวแต่งสวยพร้อมเข้าร่วมงานดินเนอร์สำคัญ Très Particulier ซึ่งจัดขึ้นที่ที่ La Conciergerie de Paris  ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของพระนางมารี อองตัวเนตต์ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ดิฉันเลือกชุดกระโปรงปักประดับเลื่อมสีแดงในโครงเสื้อแบบอวองการ์ดเพื่อร่วมกาล่าในค่ำคืนแรก ณ กรุงปารีส
8.00 PM

แขกคนสำคัญทยอยกันเข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็น Kaya Scodelario, Tilda Swinton, Carla Bruni รวมถึง Rami Malek และ Jake Gyllenhaal ซึ่งดิฉันสังเกตได้ว่าแขกที่ถูกเชิญมานั้นแต่ละคนมีบุคลิกที่โดดเด่นมีความเป็นศิลปินและคูลสุดๆ นอกจากเซเลบริตี้ชื่อดังแล้วยังมีสื่อมวลชนชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานดินเนอร์ครั้งนี้ อาหารเลิศรสถูกทยอยเสิร์ฟออกมาพร้อมการแสดงจากศิลปินชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็นการแสดงสดของ Christine & The Queens, Billy Idol และสองดีเจชื่อดัง  2 Many DJ’s
10.00 AM

เช้านี้ดิฉันจึงขอเริ่มต้นวันนี้สายสักหน่อย แต่กิจกรรมวันนี้เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นค่ะเพราะเป็นการร่วมสนุกกับ Clash de Cartier experience ซึ่งจัดขึ้นที่ Salon Vendôme พนักงานต้อนรับในชุดยูนิฟอร์มสีแดงดำของคาร์เทียร์ยืนต้อนรับเราตั้งแต่หน้าประตูและเมื่อเดินเข้าไปในอาคารเราก็ยังคงเห็นว่ามีพนักงานต้อนรับอยู่ แต่ประตูนั้นมีสองบานให้เลือกด่านแรกคือ Bethoven หรือ Sex Pistols หลังจากที่เลือกแล้วจะเป็นอีกด่านที่ถามว่าNightclub หรือ Castle และปิดท้ายด้วย Champagne หรือ Tea แน่นอนค่ะว่าดิฉันเลือกแชมเปญเมื่อเสร็จจากการเลือกด่านสุดท้ายดิฉันเปิดประตูเข้าไปพบกับร้านขายแผ่นเสียงที่มีแผ่นเสียงไวนิลพร้อมเครื่องเล่นและแม็กกาซีนเพลงอยู่มากมาย ยิ่งช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้มากขึ้นไปอีก
11.00 AM

เมื่อเข้ามาถึงร้านขายแผ่นเสียงแล้วพนักงานต้อนรับสาวสวยได้ถือไอแพดมาพร้อมแบบสอบถามประมาณห้าข้อเพื่อที่เธอจะได้รู้จักดิฉันดีขึ้นก่อนที่จะเลือกแผ่นเสียงให้กับดิฉันหนึ่งแผ่น ซึ่งนิยามตัวตนของดิฉันก็คือ Discreetly Free Spirited ค่ะ ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับ Michel Gaubert มิวสิกไดเร็กเตอร์ชื่อดังที่ทำเพลงให้กับแฟชั่นแบรนด์ดังมากมาย ดิฉันชื่นชอบผลงานของเขามากและได้ถามไมเคิลว่าเขาเริ่มชอบเสียงเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า เขาชอบดนตรีมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และ “Music is Everything” ครั้งนี้มีความพิเศษอย่างมากที่ไมเคิลมาทำเพลย์ลิสต์พิเศษชื่อ Clash de Cartier ให้กับคาร์เทียร์โดยที่คุณสามารถโหลดฟังได้ใน Spotify อีกหนึ่งไฮไลต์ในวันนี้คือการแสดงสดของของ Beth Ditto นักร้องสาวเสียงทรงพลังที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด ดิฉันใช้เวลาในการสำรวจแผ่นเสียงต่างๆ ในห้องนี้อยู่นานพร้อมกับฟังเพลงสนุกๆ ที่เปิดโดยสองดีเจแก๊งค์ของไมเคิล 12.00PM

ดิฉันเดินถัดมาก็พบกับห้องหนังสือที่คาร์เทียร์ร่วมกับร้านหนังสืออังกฤษเก่าแก่ Galignani  จัดขึ้นเป็นพิเศษมีวรรณกรรมดีๆ อยู่มากมายและความพิเศษนั้นอยู่ที่การได้พบกับนักกวี Haiku หรือคำกลอนญี่ปุ่น ซึ่งก่อนที่จะเขียนคำกลอนเราจะต้องตอบคำถามกับนักกวีเพื่อให้เขารู้จักเราดีขึ้น ดิฉันสัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความละเอียดอ่อนที่นักกวีใส่ใจกับการถ่ายทอดบทกลอนที่เขียนมาเพื่อดิฉันโดยเฉพาะ เพลิดเพลินกับการอ่านกลอนไปได้สักพัก ดิฉันก็ได้ยินเสียงอันไพเราะกำลังอ่านบทกวีซึ่งเป็นเสียงของนักแสดง Marisa Berenson ทุกคนในห้องนั้นได้หันมาให้ความสนใจเธอราวกับว่าได้ตกลงไปในภวังค์แห่งท่วงทำนองของบทกลอนที่เธอขับขาน
1.00PM

หมดครึ่งเช้าไปแล้วดิฉันขอชาร์จพลังด้วยการกินมื้อเที่ยงที่ La Closerie des Lilas ร้านอาหารที่มีบรรยากาศกลาสเฮ้าส์สดชื่นด้วยร่มเงาไม้และแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา เมนูสำหรับเที่ยงนี้ขอเป็นเป็นมื้อเบาๆ ด้วยซีฟู้ดบาร์และขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสค่ะ
2.00PM

กิจกรรมสุดท้ายของวันคือการไปเยี่ยมชมผลงานศิลปะของศิลปินรุ่นใหม่ที่ Foundation Cartier ซึ่งเป็นสถานที่ที่คาร์เทียร์ตั้งใจทำขึ้นเพื่อให้เป็นคอมมิวตี้ที่คนปารีสจะมาชื่นชมและถกเถียงกันเรื่องงานศิลปะ เป็น Culture Space เล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ซึ่งนิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ในขณะที่ดิฉันไปเยี่ยมชมคือ Metamorphosis. Art in Europe Now เป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานของศิลปินชาวยุโรป 21 คน  จาก 16 ประเทศทั้งภาพวาดและปะติมากรรมมารวบรวมไว้ซึ่งศิลปินแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ดิฉันชื่นชอบภาพวาดของ George Rouy ที่โดดเด่นด้วยการวาดรูปร่างคนให้ยืดแปลกตาออกมาที่มีอารมณ์ซ่อนอยู่ทั้งในรูปทรงและการใช้สีสัน
11.00 AM

วันที่สองเริ่มต้นกันที่การเดินทางไปยัง La Salle des Tirages เพื่อกินมื้อกลางวันที่คาร์เทียร์ได้ร่วมกับ Ghetto Gastro กลุ่มคนสุดคูลจากอเมริกาที่ผสมผสานวัฒนธรรมการกินและงานดีไซน์เข้าด้วยกันสร้างสรรค์เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษ  โดยคาร์เทียร์ได้ตั้งชื่อร้านอาหารที่ถูกเซ็ตอัพขึ้นมาใหม่นี้ว่า Bronx Brasserie โดยร้านอาหารได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งคลาสสิกที่ถูกตกแต่งด้วยไม้ให้มีบรรยากาศเหมือนร้านอาหารฝรั่งเศสดั้งเดิม ดิฉันนั่งอยู่ในฝั่งโมเดิร์นที่ตกแต่งในโทนสีขาวสะอาดตาดูทันสมัย อาหารถูกเสิร์ฟในจานสี่ช่องที่ทำจากหินอ่อนสีดำเสิร์ฟพร้อมแชมเปญจากคาร์เทียร์ เคล้าคลอไปกับเสียงดนตรีจากการแสดงสดของนักร้องฮิปฮอป ในงานนี้ดิฉันได้เจอกับ Kenneth Goh บรรณาธิการบริหารนิตยสารฮาร์เปอร์สบาซาร์สิงคโปร์เราสองคนชิทแชทกันอยู่สักพักก่อนที่จะแยกย้ายกัน
1.00 PM

หลังจากได้ดื่มดำกับประสบการณ์สุดคูลที่คาร์เทียร์ได้ตั้งใจทำเพื่อแขกทุกคนที่มางานแล้วก็ได้เวลาไปสำรวจร้านคาร์เทียร์ “23V” Cartier Boutique ที่ place Vendôme ที่เพิ่งรีโนเวทใหม่การตกแต่งภายในจะแตกต่างจากร้านที่ Rue de la Paix  เพราะการตกแต่งร้านนั้นจะดูโมเดิร์นกว่าและมีการตกแต่งด้วยศิลปะจากซีกโลกตะวันออกเช่นการเพ้นต์ผนังเป็นรูปดอกซากุระบนพื้นสีทอง ก่อนที่จะไปเดินสำรวจนิทรรศการพิเศษที่คาร์เทียร์จัดทำขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของ Clash de Cartier มากขึ้น ดิฉันได้มีโอกาสถ่ายรูปกับช่างภาพชื่อดังที่คอยต้อนรับแขกและลูกค้าคนพิเศษ โดยคอนเซ็ปต์ของการถ่ายทำคือภาพพอร์เทรตขาวดำที่หลังจากถ่ายเสร็จจะถูกนำไปเพ้นต์หรือปตัดต่อกับภาพของคนดังโดย Thomas Lélu ซึ่งภาพของดิฉันนั้นไดถูกนำไปตัดต่อกับใบหน้าของศิลปินป็อบอาร์ต Andy Warhol
2.00PM

หลังจากได้ภาพถ่ายเป็นที่ระลึกแล้วก็ได้เวลาที่เราจะไปทำความรู้จักกับ Clash de Cartier ให้ดีขึ้น คุณอาจจะรู้สึกว่าเครื่องประดับชิ้นนี้ดูโมเดิร์นที่จะใส่ในทุกโอกาสแต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในงานดีไซน์ก็คือการพัฒนารูปแบบขึ้นจากผลงานออกแบบในอดีตโดยได้แรงบันดาลใจจากชิ้นงานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหมุดโลหะทองที่อยู่บนนาฬิกาข้อมือและไฟแช็ก รวมถึงกำไลข้อมือทองที่ตกแต่งไปด้วยลูกปัดทองและลูกปัดลาพิซ ลาซูรีสีน้ำเงินสด งานออกแบบในช่วงปี 1950S เมื่อได้เห็นผลงานเก่าๆ แล้วยิ่งทำให้เราชื่นชมผลงานออกแบบชิ้นใหม่นี้มากขึ้นเพราะนอกจากจะดูทันสมัยแล้วยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างครบถ้วน ดิฉันได้เดินไปเห็นเครื่องประดับแคลชเดอคาร์เทียร์ที่มำจากไวท์โกลด์จึงได้ทราบว่าคาร์เทียร์จะผลิตเวอร์ชั่นนี้ออกมาในเดือนกันยายนของปีนี้ค่ะ 3.00 PM

หลังจากได้เดินชมร้านจนทั่วแล้วดิฉันก็มีเวลาว่างสั้นๆ ในการเดินเล่นเพื่อชมวิวทิวทัศน์ของกรุงปารีสไม่ว่าจะมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้บ่อยแค่ไหน ปารีสยังคงมีมุมให้เราได้ค้นหาและตื่นเต้นอยู่เสมอและมันทำให้ดิฉันเข้าใจว่าทำไมคาร์เทียร์ถึงเลือกที่จะมาจัดงานที่เมืองหลวงที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ความเก่าแก่และความทันสมัยเอาไว้ได้อย่างลงตัวไม่ต่างจากรูปแบบของงานดีไซน์แคลชเดอคาร์เทียร์
6.00 PM

หลังจากดื่มด่ำกับอาหารยุโรปมาหลายมื้อดิฉันขอปิดท้ายวันนี้ด้วยการไปดินเนอร์ที่ร้านอาหาร Yam’Tcha ซึ่งเป็นร้านอาหารในสไตล์เอเชียนฟิวชั้นฟู้ดเผื่อว่าจะทำให้หายคิดถึงอาหารไทยบ้างค่ะ ครั้งนี้เป็นงานเปิดตัวเครื่องประดับที่ดวงรู้สึกประทับใจและสนุกที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เป็นประสบการณ์การมาเยือนปารีสที่จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานค่ะ
ดูโพสต์นี้บน Instagram

ในโอกาสเปิดตัว #ClashdeCartier @Cartier ได้เกิดไอเดียเก๋ในการนำเสนอแรงบันดาลใจที่หลากหลายในงาน Clash de Cartier Experience ไม่ว่าจะเป็นทางดนตรีและวรรณกรรม สำหรับดนตรีนั้นแบรนด์ได้ร่วมกับ Spotify จัดทำเพลย์ลิสต์พิเศษที่ curate โดย @michelgaubert และมีการแสดงสดของ @BethDitto ต่อด้วยการนำเสนอผลงานวรรณกรรม โดยนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง Marisa Berenson @marisaberensonofficial งานจัดแสดงที่ Pavillon Vendôme ดวง โปษยานนท์ บรรณาธิการของเราเข้าร่วมเล่นเกมส์เลือกประตูห้องของคฤหาสน์พิศวงของคาร์เทียร์ และเปิดออกมาเจอกับมิวสิกสโตร์ที่เต็มไปด้วยแผ่นไวนิลและซีดีเพลงคูลๆ ของ Michel Gaubert ไมเคิลได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับบ.ก.ของเราว่าเขาหลงรักในเสียงเพลงตั้งแต่5ขวบ _________________________________________________________Via @duangposh #BAZAARThailand #BAZAARJewelry

โพสต์ที่แชร์โดย Harper's BAZAAR Thailand (@bazaarthailand) เมื่อ

TAG

Related Stories

คอลเลกชั่นที่ยกย่องความสง่างามและเสน่ห์แบบ Belle Époque
ตั้งแต่เทรนช์โค้ต ผ้าเดนิม ชุดสูท บรา ไปจนถึงเนคไท ทุกสิ่งล้วนสร้างสรรค์จากไอเดียดั้งเดิมที่เป็นดั่งเอกลักษณ์อันเด่นชัดของ Franco ทั้งสิ้น 
โดยบอกเล่าผ่านงานฝีมือและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเมือง Donegal ไปจนถึงเมือง Lochcarron

Most Viewed

กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
กลิ่นหอมที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นดั่งตัวแทนของภาษาที่สื่อสารกันอย่างเป็นสากลทั่วโลก
ลุคที่โมเดล อย่าง Honor Fraser ก็เคยสวมใส่บนรัยเวย์มาแล้ว

MORE FROM

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว