บทสัมภาษณ์ของ Godfrey Gao ได้เล่าให้กับ #BAZAARMen ในปี 2015 เมื่อครั้งยังมีชีวิต

ดาวรุ่งแห่งวงการบันเทิงเอเชียได้ดับลงแล้วอีกดวง

By: Harper's BAZAAR Staff

Photo: Bert Sivakorn

Fashion Editor: KOKO NICHAKUL

นับเป็นเรื่องช็อคสะเทือนขวัญ ที่นายแบบดาวรุ่ง Godfrey Gao นายแบบนักแสดงชาวไต้หวัน-แคนนาดา ได้เสียชีวิตในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2019 ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวขณะถ่ายทำซีรีส์จีนที่เซินเจิ้น บาซาร์จึงขอร่วมวไว้อาลัยให้กับดาวเด่นบนปก BAZAAR MEN ฉบับที่ 3 ในปี 2015 พร้อมกับบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดเส้นทางอาชีพของเขา

ประวัติและเส้นทางอาชีพของ Godfrey Gao จากนิตยสาร Harper's BAZAAR MEN Thailand เมื่อปี 2015


ชายหนุ่มส่วนสูง 198 เซนติเมตร รูปร่างกํายำบึกบึน โครงหน้าแบบเอเชียคมเข้ม โหนกแก้ม เด่นชัด ลองนึกดูว่าเขาจะสามารถทำ อาชีพอะไรได้บ้าง? นายแบบ นักแสดง นักกีฬา สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ ก็อดฟรีย์ เกา (Godfrey Gao) ผ่านมาแล้วทั้งหมด แต่เป็นเรื่องที่โชคดีสําหรับเราและอีกหลายคน ท่ีสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ผันตัวไปเป็นนักกีฬาอาชีพ จึงทําให้เราได้ชมผลงานละครภาพยนตร์ และแคมเปญโฆษณาของเขา

“จริงๆ ผมอยากเป็น นักบาสเก็ตบอลอาชีพ มาตลอด อยากเล่นอาชีพให้กับทีมใน NBA เป็นความฝันตั้งแต่เด็ก รอบตัวผมเลยมีแต่นักกีฬา โค้ช และเทรนเนอร์ ผมเล่นบาสตลอด 5 ปีที่โรงเรียน มัธยม และอีก 3 ปีท่ีมหาวิทยาลัย แล้วผมก็พยายามหาทางเพื่อเล่นบาสเก็ตบอลอาชีพในเอเชีย” เรียกว่าการเดินทางกลับมาไต้หวันในครั้งนั้น เป็นการเปลี่ยนชีวิตของก็อดฟรีย์ไปโดยส้ินเชิง เขาต้ังใจไปเจอเพื่อนที่เล่นบาสเก็ตบอลอยู่แล้ว เพื่อขอร่วมทีม ฝึกซ้อม และลงแข่งในบางทัวร์นาเม้นต์ และในระหว่างซ้อมเขาก็ได้ไปสถานีโทรทัศน์เพื่อเยี่ยมพี่ชายของเพื่อน ซึ่งทํางานอยู่ที่นั่น จึงทำให้ได้พบกับโปรดิวเซอร์รายการทีวี ซึ่งเป็นผู้กรุยทางในวงการบันเทิงให้กับเขา

“พอผมพบเขา เขาก็บอกว่า ‘คุณน่าสนใจ คุณสูงมาก คุณหล่อ และคุณมีลุคของคนรุ่นใหม่’ พูดเสร็จเขาก็ไปเรียกช่างภาพมาถ่ายรูป ผมเก็บไว้ก่อนบอกว่า จะส่งรูปผมไปให้ภรรยาเขาซึ่ง ทํา Artist Agency ดูจากนั้นเขาก็พาผมกับพี่ชายขึ้นรถ ผมแอบคิดเหมือนกันว่าเขาจะลักพาตัวเราไปไหนหรือเปล่า แต่แล้วพอเราได้เจอภรรยาของเขา เธอน่ารักและเป็นมิตรมาก ผมทํางานกับเธอมา 9 ปีแล้ว ท้ังยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับเธอ เธอเปรียบเสมือนแม่คนท่ี 2 ของผมที่ไต้หวัน”

จากตอนแรกที่เขาไม่เคยคิดจะทำงานท่ีไต้หวันแต่หลังจากการพูดคุยในวันนั้น เขาก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาวกับเอเจนซี่ทันที “ผมคิดว่าน่าจะลองดูก่อน ถ้าประสบความสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าไม่ก็จะกลับมาเล่นบาสเก็ตบอล” เขาเล่าพร้อมหัวเราะ “ตอนปรึกษาแม่ แม่อยากให้ผมลองดู เพราะท่านเชื่อว่าโอกาสแบบน้ีคงไม่มาง่ายๆ” ดูเหมือนเส้นทางเดิน ของเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ อยู่ๆ ก็มีคนหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้ แต่การใช้ชีวิตในไต้หวันของเขากลับไม่ง่ายขนาดน้ัน

“คือผมเกิดที่ไต้หวัน จริงๆ มันก็เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของผม แต่พอจากไต้หวันไปนานๆ แล้วกลับไปก็ค่อนข้างยาก เพราะผมก็พูดภาษาจีนไม่ค่อยได้แล้ว วัฒนธรรมก็แตกต่างกัน และผมก็ไม่ได้มีเพื่อนที่นั่นเยอะนัก” เขาเล่า “ช่วงแรกผมก็ได้ แต่ไปสถานีทุกวัน เพื่อเรียนภาษาและและท่องบท มีคนช่วยผมเยอะก็จริง แต่ผมยังเหงามาก ช่วง 2-3 ปีแรกผมถามตัวเองตลอดว่า นี่ใช่สิ่งที่ผมควรทําาจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าผมควรจะเลิก แล้วกลับไปแคนาดาเรียนหนังสือต่อดีไหม หรือกลับไปทำสิ่งที่อยากทำ มันเป็นเหมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเหมือนกัน ถือเป็นช่วงเวลาท่ียากลำบากสำหรับผม” เขาบอกด้วยสายตาท่ีจริงจัง

“แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว ผมก็พยายามหนักมาก พอเล่นละครไปซัก 2-3 เรื่อง ทุกอย่างก็เริ่มลื่นไหล ตอนที่ผมเริ่มเข้าวงการพ่อไม่สนับสนุนเลย ท่านอยากให้ผมเป็นนักธุรกิจแบบท่าน พ่อบอกว่าวงการบันเทิงมันลำบากนะ แต่พอสักสองสามปีเขาก็เห็นว่าผมทําได้ดี ก็เลยเริ่มสนับสนุนผม เขาแนะนําให้ผมไปออดิชั่นที่โน่นที่นี่ แล้วเขาก็เริ่มกลายเป็นแฟนคลับอีกคนของผมไปเลย (หัวเราะ) เขายังให้คําปรึกษาท่ีดีหลายอย่างจนถึงทุกวันน้ี พ่อเปลี่ยนจากที่เคยไม่ๆๆ เป็นเอาเลยๆๆ เขาค่อนข้างภูมิใจทีเดียว” ก็อดฟรีย์อธิบาย พร้อมรอยยิ้มกว้าง

หลังจากที่แสดงละครและเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาก็มีหนังสือภาพเป็นของตัวเอง และนั่นเองที่นำไปสู่การถ่ายแบบแคมเปญของ Louis Vuitton “ตอนนั้นผมกำลังถ่ายละครเรื่องที่ 2 ซึ่งผมได้รับบทนํา เป็นช่วงท่ีค่อนข้างยุ่งมาก เพราะต้องถ่ายติดกันประมาณ 3-4 เดือน จู่ๆ ผู้จัดพิมพ์หนังสือภาพก็โทรหาผม บอกว่า Louis Vuitton จากปารีส กําลังหานายแบบ Asian Face สําหรับแคมเปญใหม่ เขาบอกว่าจะส่งรูปผมไป ก็เลยมาถามผมก่อน ผมก็ตอบตกลง เพราะมองว่าเป็นโอกาสดีที่อาจจะได้มีผลงานในระดับนานาชาติ แต่ด้วยความที่ผมยุ่งจริงๆ เลยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นอีกงานหนึ่งเท่านั้น แต่ปรากฎว่าไม่ใช่เลย” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“พอทางน้ันตกลงเลือกผม อย่างแรกท่ีต้องทำคือขอร้องโปรดิวเซอร์ท่ีไทเปว่าจะลา 1 สัปดาห์ไปมาเลเซีย ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาจะถ่ายทําอะไรไม่ได้เลยถ้าตัวแสดงหลักไม่อยู่ แต่ผมขอร้อง บอกว่าเมื่อกลับมาจะพยายามให้ดีท่ีสุด ทำงานล่วงเวลา และทำอะไรก็ได้ให้การถ่ายทำดำเนินไปได้ สุดท้ายเขาก็ยอม” เขาหัวเราะปิดท้าย

หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากโปรดิวเซอร์ ก็อดฟรีย์ ก็เดินทางไปมาเลเซียเพื่อฟิตติ้งเสื้อผ้า “ผมยังจำครั้งแรกที่เจอทีมหลุยส์ วิตตองได้ พวกเขาโล่งใจมากตอนเห็นผม เพราะไม่มีใครเคยเจอผมมาก่อน เขาเห็นแต่รูป รู้แค่ส่วนสูง ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วผมเป็นอย่างไร อ้วนขึ้นหรือเปล่า ตอนเขาเห็นผมเดินเข้าไป ส่ิงท่ีผมได้ยินคือ ‘Thank God’ เพราะนายแบบอีกคนเป็นนายแบบฝรั่งท่ีสูงพอๆ กับผม คือประมาณ 6.4-6.5 ฟุต และรูปร่างประมาณเดียวกับผม พวกเขารู้ทันทีว่ามันต้องออกมาดีแน่ๆ มันเป็นการทําางานที่ดีมาก” แคมเปญครั้งน้ันเรียกได้ว่าทําให้ก็อดฟรีย์เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพียงชั่วข้ามคืน จนเขาได้รับฉายาว่า ‘ซูเปอร์โมเดลคนแรกของเอเชีย’

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายความว่าอะไร ผมไม่ใช่นางแบบวิกตอเรียส์ ซีเคร็ตนะ (หัวเราะ) แต่ผมก็ดีใจและน้อมรับมัน การเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติก็เป็นเรื่องน่ายินดี ตอนน้ันผมเป็นที่รู้จักระดับหนึ่งแล้วที่ไต้หวัน จีน และในเอเชีย แต่งานหลุยส์ วิตตอง ทำให้ผมเป็นท่ีรู้จักมากขึ้นในอเมริกาเหนือ วอลล์สตรีต เจอร์นัล และหนังสือพิมพ์ในออสเตรเลียบางฉบับรายงานเรื่องผม ตอนกลับไปแวนคูเวอร์ ผมก็เห็นตัวเองอยู่บนหน้าหนึ่งของ Vancouver Sun” เขาเล่าความรู้สึกหลังจากการเป็นแบบให้หลุยส์ วิตตอง “เรื่องตลกคือไม่ว่าผมไปที่ไหน ทุกที่ก็จะบอกว่าผมเป็นคนของที่นั่น อย่างที่แวนคูเวอร์ก็จะบอกว่า ‘เขามาจากแวนคูเวอร์’ ที่ไต้หวันก็บอกว่า ‘เขามาจากไต้หวัน’ เมืองจีนก็บอกว่า ‘เขาเป็นคนจีน’ เพราะคุณพ่อผมเป็นคนจีน ส่วนเวลาไป มาเลเซีย คนก็จะบอกว่า ‘เขามาจากมาเลเซีย’ เพราะแม่ผมมาจากมาเลเซีย” เขาหัวเราะชอบใจและมองว่านี่เป็นส่ิงที่น่าดีใจ

จากแคมเปญหลุยส์ วิตตองในครั้งนั้น ปีต่อๆ มาเราก็ได้เห็นนางแบบและนายแบบเอเชียในแคมเปญสินค้ามากข้ึน “อย่าง Gap และ Dior มีการใช้คนเอเชียในแฟชั่นโชว์ของยุโรปมากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องธรรมดามากในตอนน้ีสินค้าต่างๆ รู้ว่าตลาดเอเชียยังกว้าง ผมมองว่า พวกเขาฉลาดที่จะมองและมุ่งเป้าหมายมาที่ตลาดเมืองจีนผู้บริโภคเอเชียมีกำลังการซื้อสูงมากจนทําให้แบรนด์ใหญ่อย่าง Hermès, Chanel, Louis Vuitton ต้องหันมาสนใจ คนจีนรักแบรนด์พวกนี้มาก เมื่อคิดถึงแบรนด์หรูก็จะคิดถึงแบรนด์เหล่านี้ คนจีนท่ีมีรายได้ดีและประสบความสําาเร็จมักอยากมีสินค้าซูเปอร์แบรนด์มาไว้ในตู้ และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเรามีแฟชั่นโชว์ในเอเชียมากขึ้น โชว์ใหญ่ๆ จากปารีสก็มานี่เซี่ยงไฮ้มากขึ้น ต่อไปอาจไม่ใช่แค่แฟชั่นโชว์ที่มิลานแต่เป็นเซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่ง”

เราเห็นด้วยกับเขาและเราก็ได้เห็นเขาเองปรากฏตัวอยู่ในงานอีเว้นต์ของแบรนด์เหล่านี้แทบทุกงาน “ผมไม่เคย คิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ในฐานะนายแบบเอเชียในวงการแฟชั่น แต่ช่วงนั้นคือช่วงเดียวกับที่ Liu Wen ปรากฏตัวในแคมเปญของเอสเต้ ลอร์เดอร์ ผู้คนบอกว่าเอเชียกําลังมีบทบาทสําคัญในอุตสาหกรรมแฟชั่น ตลาดใหม่ ที่มีนายแบบและนางแบบเอเชียในอเมริกาเหนือคือสิ่งที่ผมภาคภูมิใจ ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในนั้นและยังพยายามอย่างมากที่จะก้าวเข้าไปรับบท สําคัญในงานต่างๆ”

นอกจากแคมเปญโฆษณาแล้ว บนรันเวย์ในแฟชั่นวีค ก็ปรากฏนายแบบเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ “ปัญหาคือ ผมสูงเกินไป (หัวเราะ) ทาง Dolce & Gabbana เคยเชิญผมไปเดินในโชว์ที่มิลาน แต่ปรากฏว่าผมสูงเกินไป นายแบบคนอื่นสูงประมาณ 6.2 ฟุต ขณะที่ผม 6.5 ฟุต เขาบอกว่าผมโดดเด้งจากคนอื่นเกินไป แต่พวกเขาก็ต้อนรับผมอย่างดี เชิญผมไปดูแฟชั่นโชว์ในมิลาน ชวนผมไปปาร์ตี้” เขาเล่าถึงเรื่องส่วนสูงต่อ “การที่ผมสูงเกินไปเป็นปัญหาสำหรับผมในวงการบันเทิงเหมือนกัน เพราะนักแสดงคนอื่นมักจะไม่อยากมายืนข้างๆ ผม (หัวเราะ) และนักแสดงผู้หญิงส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 5.6-5.7 ฟุต เขาก็จะดูตัวเล็กไปเลย แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหาหรอก เพราะมันก็จะมีบทที่เหมาะกับผม ความสูง เป็นเรื่องดีเสมอสําหรับผู้ชายอย่างน้อยก็สําาหรับบาสเก็ตบอลผมช่วยคน หยิบของจากช้ันสูงๆ ช่วยคนหยิบของบนที่วางของเหนือศีรษะในเครื่องบิน ได้ง่ายๆ” เขาเล่าพลางหัวเราะ

เมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการแฟชั่นระดับนานาชาติ ก็อดฟรีย์ก็เริ่มได้ร่วมงานโปรดักชั่นระดับฮอลลีวู้ด “ผมรู้สึกตื้นตันนะ การได้มีส่วนร่วม ในซีรีส์เรื่องยาวนั้นเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะแฟนหนังสือ ท่ีนําามาทําาซีรีส์เขาก็อินกับหนังสือมาก แล้วเวลาต้องเลือกคนแสดงมา เป็นตัวละครในหนังสือมันก็คือการทำให้ตัวละครตัวนั้นมีชีวิตขึ้นมาแล้ว

แฟนๆ ก็จะคลั่งนักแสดงคนน้ันไปด้วย ซึ่งบางทีผมยังตกใจเลย” เขาเล่าถึงการแสดงในซีรีส์ The Peach Blossom Neverland ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ร่วม กันระหว่างประเทศจีนกับฮอลลีวู้ด “ส่วนตัวผมว่ามันน่าสนใจที่ได้ลองเล่นเป็นตัวละครสักตัวที่มาจากนิยาย ผมได้พบกับ แคสแซนดรา แคลร์ นักเขียนนิยายเล่มนี้ เธอเก่งมากๆ และรู้เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น ผมว่าหนังสือเล่มนี้มันเช่ือมโยงกับใครหลายคน” หลังจากถ่ายทําาภาพยนตร์แต่ละเรื่องเสร็จสิ้นไปแล้ว เขายังได้รับการเชิญให้ไปโปรโมทภาพยนตร์แต่ละเรื่องในงานระดับโกลบัล และการไปงานเหล่านี้ ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่เขาประทับใจ “ตอนผมไป comic con ครั้งแรก ผมตื่นเต้นมาก ผมได้เจอนักแสดงชื่อดังหลายคน อยู่ๆ สไปเดอร์แมนก็เดินผ่านผมไป ผมก็แบบ...นายก็ตัวไม่ใหญ่นี่หว่า (หัวเราะ) 

การได้เป็นส่วนหน่ึงของสิ่งท่ียิ่งใหญ่และทำให้ทุกคนมีความสุขเป็นเรื่องที่ดีมาก การได้ขึ้นไปบนเวทีแล้วเห็นคนประมาณ 2,000 คนกำลังมองคุณอยู่ ทำให้ผมรู้สึกประหม่า แต่มัน สนุกที่ได้พูดถึงตัวละครที่คุณเล่นกับแฟนหนัง คุณได้เรียนรู้ส่ิงใหม่ทุกวัน เพราะแฟนๆ รู้เก่ียวกับตัวละครนั้นมากกว่าคุณเสียอีก” ก็อดฟรีย์ เล่า “แฟนหนังมีหลากหลายมาก มีทั้งเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย วัยรุ่น มีกระท่ังผู้ชายตัวใหญ่ขับฮาร์เลย์เดวิดสันที่เข้ามา ‘ขอโทษครับ ขอลายเซ็นคุณหน่อยได้ไหม’ (หัวเราะ) 

ผมก็ตอบว่าได้สิครับ...แต่พี่อย่าต่อยผมนะ” เขาเล่าแล้วหัวเราะร่วน “แต่ที่แม็กซิโกซิตี้ทัวร์เป็นงานที่ผมประทับใจมาก เพราะมีคนเข้าร่วมงานเกือบ 10,000 คน ผู้คนเบียดเสียด ตะโกนเรียกชื่อผมและยังมีป้าย ‘Godfrey, Marry Me’ อยู่ท่ามกลางฝูงชน ผมเลยคิดว่าน่าจะเข้าไปทักทายเสียหน่อย ปรากฏว่าคนท่ีถือป้ายอยู่เป็นผู้ชาย (หัวเราะ) ผมก็..โอเค ถ่ายรูปกับเขา เขาก็ ‘ขอจูบหน่อยได้ไหม’ ผมก็เอ่อ...อย่าเลย (หัวเราะ) มันสนุกมากครับ” น้ำเสียงและสายตาของเขาบ่งบอกได้ถึงความสุขกับประสบการณ์ท่ีได้เจอ รวมถึงความปลาบปลื้มใจท่ีมีผู้คนสนับสนุนเขามากมาย “ผมรู้สึกตื้นตันที่เห็น อะไรแบบนั้น มีแฟนๆ จากหลายๆ ประเทศที่ติดตามผลงานผม พวกเขาตามงานท่ีผมทำในเอเชีย แม้ว่าพวกเขาจะฟังไม่ออก มีแฟนๆ มาตอบบล็อก เว็บไซต์ ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม เเม้แต่ในเมืองไทยผมก็มีกลุ่มแฟนคลับด้วย ผมพยายามทำงานทั้งในเอเชียและในอเมริกา อยากให้แฟนๆ ทั้ง 2 ผั่งได้ชมผลงานผมทั้งคู่ 

จากหนุ่มที่ดูขรึมและพูดน้อยคำในตอนแรก ตอนนี้ใบหน้าเขาเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ยามบอกเล่าถึงงานที่เขารักยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ก็คงเช่นเดียวกับทางบนถนนสายนี้ของเขาที่ย่างก้าวเข้ามาโดยไม่คาดฝัน แต่ในที่สุดเขาได้เป็นคนดังระดับโลก เขารับมือกับชีวิตท่ีเปลี่ยนไปได้อย่างไร “ประสบการณ์จะช่วยคุณเอง เวลาทำงานแสดง หรืออยู่ในวงการบันเทิงคนมักบอกว่าคุณควรจะเฟรนด์ลี่ทำตัวให้เข้ากับคนง่าย ทำตัวเหมือนร็อคสตาร์ แต่สำหรับผมนี่คือบุคลิกภาพของผม นี่คือ สิ่งที่ผมเป็นโดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง คนบอกว่าเวลามีชื่อเสียง คุณจะทำโน่นนี่ได้ มีสิทธิพิเศษ แต่สําหรับผม...ไม่หรอก ผมยังอยากเป็นตัวเอง แค่เพราะมีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าผมจะใช้อภิสิทธ์ิอย่างนั้น ผมจะยังคงซื่อสัตย์กับตัวเอง ผมยังอยากจะติดดิน มีความสขุอยู่กับครอบครัว รู้ว่าอะไรคือส่ิงสําาคัญ และผมจะรักษามันเอาไว้อย่างนั้น”■ สัมภาษณ์โดย Fenchurch เรียบเรียงโดย Fenchurch และวีรนาถ โชติพันธ์ุ 

RELATED STORIES

MOST VIEWED

Daphne Bridgerton สวมชุดสวย 104 ชุดตลอดซีรีส์ Bridgerton ทั้ง 6 ตอน

ตกเฉลี่ยตอนละ 16-17 ชุดเลยทีเดียว

STYLE FILE | 11 January 2021
9 เทรนด์กระเป๋าแห่งปี 2021 ส่งตรงจากรันเวย์

9 เทรนด์กระเป๋าแห่งปี 2021 ส่งตรงจากรันเวย์

มาช็อปกระเป๋าใหม่รับปีวัวกัน

RUNWAY TRENDS | 8 January 2021

ซูเปอร์โมเดลโลก ‘Stella Tennant’ ฆ่าตัวตาย

บทสัมภาษณ์จากครอบครัว ชี้ชัดแล้วว่า ‘Stella Tennant’ ฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุนี้!

NEWS | 7 January 2021

MORE FROM

LIFESTYLE

แวะคุยกับก๊อต จิรายุ ตันตระกูล ถึงบทบาทในภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่กำลังจะเข้าฉายเร็วๆ นี้

รวมถึงเรื่องของการออกกำลังกาย การทำสมาธิ และมุมมองแฟชั่นของเขา

LIFESTYLE | 7 August 2020
บอส - ธวัชนินทร์ ดารายน คว้าชัยชนะจาก The Face Men Thailand Season 3 มาครอง!

บอส - ธวัชนินทร์ ดารายน คว้าชัยชนะจาก The Face Men Thailand Season 3 มาครอง!

ชมภาพบรรยากาศของวันพิเศษได้ที่นี่

LIFESTYLE | 8 December 2019

THANK YOU FOR
YOUR SUBSCRIPTION!